Prachachat
ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
บุคลากรในแวดวงการทูตถือว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ใหญ่โตอย่างยิ่งในแง่กิจกรรมทางการทูต ด้านหนึ่งเป็นเพราะบรรดานักการทูตและผู้นำระดับสูงของชาติต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันคน เดินทางเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ พร้อมกันนั้นประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็เปิดประตูทำเนียบขาว ต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อหาโอกาสหารือในหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของโลกในเวลานี้
Key facts
- นอกจากนั้นแล้วยังมีการประกาศโครงการมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซ่าในนาม “คณะกรรมการสันติภาพ”
- บุคลากรในแวดวงการทูตถือว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ใหญ่โตอย่างยิ่งในแง่กิจกรรมทางการทูต ด้านหนึ่งเป็นเพราะบรรดานักการทูตและผู้นำระดับสูงของชาติต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันคน เดินทางเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ
- คือการประกาศการลงนามในความตกลงใหม่ ระหว่างสหรัฐอเมริกา, เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้สิทธิในการสร้างฐานทัพขึ้นเหนือดินแดนเกาะแห่งนี้ตามความตกลงเดิมที่ทำกันไว้ในปี 1951
- ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระตอนสิ้นปีนี้ และมีกระแสเล่าลือกันมากว่า สมาชิกส่วนใหญ่ต้องการเลขาฯ หน้าใหม่ เพื่อทำให้ยูเอ็นแข็งแกร่งขึ้น และให้ได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกใหญ่ ๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
Summary
ทรัมป์ใช้เวทีสมัชชาสหประชาชาติเป็นเครื่องมือในการข่มขู่คุกคาม จะ “ถอนรากถอนโคน” อิหร่าน พร้อม ๆ กับตำหนิพวก “เอียงซ้าย” ในยูเอ็น แต่กลับไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินจากปากทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในแง่ของการพัฒนาเอไอ แถมยังไม่เอ่ยถึงสงครามยูเครนด้วยซ้ำ แค่ย้ำว่าอยากให้ยุติลงเท่านั้นเอง แต่กลับอ้างอิงถึงความร่วมมือในระยะยาวกับอิสราเอล ในขณะที่สารัตถะในเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้น
การพบหารือกันระหว่างผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นในยามที่โลกเข้าสู่ภาวะยุ่งเหยิงสุดขีด ไม่เพียงเกิดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียไปไม่นานก่อนหน้านั้น การสู้รบในตะวันออกกลางยังหนักหน่วงมากขึ้น แถมยังเกิดกระแสลือหนาหูมากขึ้นทุกที เป็นทำนองเตือนว่ารัสเซียกำลังคิดจะขยายแนวรบเข้าสู่ดินแดนของกลุ่มพันธมิตรนาโต้
เนื่องจากบรรดาชาติสมาชิกต้องการเห็นยูเอ็นตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ เหมือนอย่างที่อดีตเลขาธิการอย่าง “ดั๊ก ฮัมมาโชลด์” หรือ “โคฟี อันนัน” เคยเป็น เพราะเกรงว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ท่ามกลางกระแสการแตกแยกและขัดแย้งกันอย่างมากในปัจจุบัน อาจทำให้สหประชาชาติก้าวไปสู่จุดสิ้นสุดขององค์กรก็เป็นได้