BBC Thai
"การบินไทย มันไม่ได้รักคุณเท่าฟ้าซะแล้ว" เปิดเสียงสะท้อนผู้โดยสาร ณ สุวรรณภูมิพร้อมคำอธิบายจากผู้บริหารการบินไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
"ผมมาไทยบ่อยมากเพราะผมรักประเทศนี้ พูดตรง ๆ แต่หลังจากรอบนี้ ผมอาจจะต้องคิดใหม่อีกครั้ง" ลู่ วิงไฟ ผู้โดยสารชาวฮ่องกงที่เดินทางมาถึงประเทศไทยตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยวันนี้ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 2 ซึ่งบริเวณปีกด้านซ้ายของอาคารไปจนถึงประตูที่ 2 ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้โดยสารฉุกเฉินของการบินไทย
Key facts
- ชาวฮ่องกงรายนี้เพิ่งได้กระเป๋าเดินทางของตัวเองกลับมา ในช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 29 ก.ย. และวันพรุ่งนี้เขาก็จะเดินทางกลับแล้ว
- ผมมาไทยบ่อยมากเพราะผมรักประเทศนี้ พูดตรง ๆ แต่หลังจากรอบนี้ ผมอาจจะต้องคิดใหม่อีกครั้ง"
- ปัจจุบัน ไทยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารทางอากาศโดยเฉพาะ คือข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารในเที่ยวบินแบบประจำภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเริ่มต้นมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2568
- ซีอีโอการบินไทย เปิดเผยว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ "เที่ยวบินที่ผ่านมา 2 วัน ดีเลย์[ล่าช้า]เกือบ 100% ที่มีตรงเวลาไม่ถึง 3% ก็ต้องยอมรับความจริงว่ากำลังการผลิตเรา ไม่สามารถจะยืนหยัดอยู่ได้"
- ศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ช่วงเช้าของวันที่ 29 ก.ย. ระบุว่า หลังเข้าหารือกับสายการบินไทยพบว่า ปัญหาเริ่มต้นขึ้นหลังพนักงานกะวันศุกร์ ที่ 25 ก.ย.
- ด้านชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวในช่วงเวลาราว 11.46 น. ของวันที่ 29 ก.ย. โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษต่อผู้โดยสารและลูกค้าของสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้
Summary
กระเป๋าเดินทางหลายพันใบที่ถูกนำออกมาเรียงไว้บริเวณโถงชั้นสองของอาคารผู้โดยสาร เช่นเดียวกับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกหลายร้อยคนที่มาต่อแถวตามหาสัมภาระของตัวเอง สะท้อนชัดว่าวิกฤตการบริหารภาคพื้น (Ground handling) ไม่ได้ส่งผลกระทบกับผู้โดยสารชาวฮ่องกงอย่าง ลู่ วิงไฟ แค่คนเดียว
ระหว่างเที่ยวบิน เขาคิดว่าทุกอย่างจะเป็นปกติเมื่อเครื่องลงจอด แต่แล้วพอออกมารอกระเป๋าตัวเองที่สายพานกลับไม่มีผู้ใดคอยบอกข่าวสารให้เขารับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้โดยสารทำได้แค่ฟังคำแนะนำของคนที่มาถึงก่อนว่าให้ไปต่อคิวต่าง ๆ จนท้ายที่สุดเวลาก็ผ่านไปอีกเกือบ 6 ชั่วโมง แล้วก็มีจดหมายบอกว่ากระเป๋าจะถูกนำส่งไปให้ที่โรงแรม ในวันที่ 28 ก.ย. เวลา 12.00 น. อย่างไรก็ดี กระเป๋าของเขาก็ไม่ได้ถูกจัดส่ง และมีอีเมลอีกหนึ่งฉบับถูกส่งมาในช่วงเวลา 4.00 น. ของวันนี้บอกให้เขามาที่สนามบินสุวรรณภูมิ
"แล้วพอผมมาที่นี่ เขาก็หากระเป๋าของผมไม่เจออีก ผมเสียเวลาไปอีกหนึ่งชั่วโมง และในที่สุด ก็โชคดีที่ผมได้กระเป๋าคืน… ผมจะเดินทางกลับพรุ่งนี้แล้ว พูดกันตรง ๆ ก็คือทั้งทริปของผมหมดไปกับการรอกระเป๋าและเที่ยวบิน และผมก็ยังกังวลอยู่เลยว่า การเดินทางพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร" ลู่ วิงไฟ กล่าว พร้อมหัวเราะอย่างอ่อนแรง