← Back to KHAO

ครม. เห็นชอบ 4 โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย 596 หน่วย วงเงิน 439 ล้านบาท เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ ในราคาเหมาะสม

2 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (29 ก.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ดำเนินโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 จำนวน 4 โครงการ รวม 596 หน่วย วงเงินลงทุน 439.225 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 336.924 ล้านบาท และเงินกู้ภายในประเทศ 102.301 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ในอัตราค่าเช่าที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่าย

Summary

โครงการดังกล่าว มุ่งรองรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ข้าราชการ และกลุ่มคนเริ่มทำงาน (First Jobber) ที่อาจมีข้อจำกัดในการจัดหาที่อยู่อาศัย พร้อมช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชน สำหรับสาระสำคัญที่ ครม. เห็นชอบ ได้แก่ การจัดสรรเงินอุดหนุนรัฐบาล 336.924 ล้านบาท การจัดหาเงินกู้ 102.301 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ การให้อำนาจคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติปรับโอนวงเงินระหว่างโครงการย่อยภายใต้กรอบที่กำหนด และการให้กรมธนารักษ์จัดหาที่ดินให้การเคหะแห่งชาติเช่าระยะยาวในอัตราผ่อนปรน

ด้านนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติออกแบบทั้ง 4 โครงการ ภายใต้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยห้องพักจะมีขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร และคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยจะจัดสร้างอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยใน 4 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร เลย ภูเก็ต และนราธิวาส

โดยที่จังหวัดสกลนคร จัดสร้างอาคารพักอาศัย 4 ชั้น จำนวน 146 หน่วย ค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,081 บาทต่อเดือน จังหวัดภูเก็ต (กะทู้) อาคารพักอาศัย 5 ชั้น จำนวน 44 หน่วย ค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 3,140 บาทต่อเดือน จังหวัดเลย อาคารพักอาศัย 6 ชั้น จำนวน 75 หน่วย ค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,630 บาทต่อเดือน และจังหวัดนราธิวาส อาคารพักอาศัย 5 ชั้น จำนวน 331 หน่วย ค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,500–5,000 บาทต่อเดือน พร้อมจัดให้มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

Read full article at สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ →