Thairath
“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 เสี่ยงลงทุนสูง คนไทยแบกภาระ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
“พีระพันธุ์” ชี้ ร่างแผน PDP 2026 มีช่องโหว่ เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน ลั่น ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน
Key facts
- ชี้ ร่างแผน PDP 2026 มีช่องโหว่ เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน ลั่น ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน
- วันที่ 12 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ แผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
- ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
- พร้อมเผยอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้น ประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก
Summary
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้น หากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน
พร้อมเผยอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้น ประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
ในส่วนของแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก