← Back to KHAO

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ

5 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.

3 แหล่งข่าวยืนยัน

เมื่อวันที่  12 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82

Key facts

Summary

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

ในส่วนของแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก