← Back to KHAO

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์คำวินิจฉัย ‘ปธ.ศาลอุทธรณ์’ คดีฟ้องกกต. ไม่อยู่ในอำนาจศาลคดีทุจริตฯภาค4

7 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

17 ส.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ประธานศาลอุทธรณ์กลับแนวคดีอาญาทุจริต (วท 12/2569): เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” อาจกลายเป็น “ช่องทางเดียว” และผลกระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์” เนื้อหามีดังนี้

Key facts

Summary

ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคมและการเรียกร้องจากภาคประชาสังคม คณาจารย์นิติศาสตร์ ทนายความ และนักกฎหมาย ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดประเด็นข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ วท 12/2569 (ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ชี้ขาดว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธาน กกต., กรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4

ประเด็นสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ว่าคดีใดควรอยู่ในอำนาจของศาลใด แต่คือคำถามที่ว่า เหตุใดแนววินิจฉัยจึงพลิกกลับจาก วท 12/2562 (ลงวันที่ 4 กันยายน 2562) ทั้งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับเดียวกัน และผลลัพธ์นี้ส่งผลต่อสิทธิของผู้เสียหายอย่างไร?

ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) แล้วเห็นว่า บทยกเว้นเรื่องอำนาจศาลฎีกาฯ หมายถึงกรณีที่ ป.ป.ช. หรือ อสส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แต่หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้

Read full article at Thai Post →