← Back to KHAO

"ณพลเดช" หนุนยกระดับ “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง” ชี้รู้รากเหง้า รู้หน้าที่ สร้างเด็กเก่งและดี ลดปัญหาสังคม

6 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569   นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ออกมาแถลงแนวทางปรับหลักสูตรการศึกษา โดยยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง–ภาษาไทย”

Key facts

Summary

แนวทางที่ทั้งสองท่านแถลงถือว่ามาถูกทาง เพราะไม่ได้มองประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นเพียงวิชาที่เด็กต้องเรียนเพื่อสอบ แต่ต้องทำให้เกิดสมรรถนะและนำไปใช้ได้จริง โดย ศ.ดร.ยศชนัน เน้นว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะควรผสมผสานเรื่องประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการเป็น Global Citizen การมีจิตสาธารณะ และการรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ขณะที่นายประเสริฐเน้นการฝึกวินัย ทักษะชีวิต จิตสาธารณะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น ความรักชาติ ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความเป็นไทย

นายณพลเดชกล่าวว่า แนวคิดเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และหน้าที่พลเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่มีรากฐานมายาวนานตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจสำคัญด้านการศึกษาและทรงวางแบบแผนการศึกษาพระปริยัติธรรม รวมถึงทรงพระนิพนธ์ “นวโกวาท” ซึ่งรวบรวมหลักธรรมและหลักปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ไว้ ขณะเดียวกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงมีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานการศึกษาและการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

นายณพลเดชกล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น จะเห็นความสำคัญของการปลูกฝังวินัย ความรับผิดชอบ และการรู้หน้าที่ตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ประเทศไทยจึงควรนำหลักคิดเรื่องการรู้หน้าที่และรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ไม่ใช่การลอกแบบประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการสร้างพลเมืองที่มีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคมของตัวเอง

Read full article at Ban Muang →