Kaohoon
“ศุภจี” บินสหรัฐ 15-17 ก.ค.นี้ ตั้งเป้าลดภาษี 12.5% เหลือ 10% หนุนส่งออกไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 15-17 กรกฎาคมนี้ จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือประเด็นการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยมีประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1974) ขณะที่มาตรา 122 ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
Key facts
- การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคการส่งออกไทย โดยภารกิจหลักคือการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% ให้กลับมาอยู่ที่ 10%
- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 15-17 กรกฎาคมนี้ จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือประเด็นการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยมีประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301
- เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เสนออัตราภาษีเพิ่มเติมสำหรับไทยที่ 12.5% จากประเด็น Forced Labor ไทยมีเป้าหมายการเจรจาอย่างไร นางอารดา กล่าวว่า เป้าหมายที่ดีที่สุดคือการผลักดันให้อัตราภาษีกลับมาอยู่ที่ 10%
- ก็มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปรับลดอัตราภาษีลงมาอยู่ที่ 10%
Summary
“การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคการส่งออกไทย โดยภารกิจหลักคือการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% ให้กลับมาอยู่ที่ 10% เทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย”
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการหารือด้านการค้าในภาพรวม รวมถึงการเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ขณะที่การดำเนินการตามกระบวนการภายใต้มาตรา 301 ไทยได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว
ทั้งนี้ นางอารดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในภาพรวม นอกเหนือจากที่ไทยมีกฎหมายควบคุมการใช้แรงงานบังคับภายในประเทศอยู่แล้ว ก็จะมีความครอบคลุมถึงการตรวจสอบสินค้านำเข้าตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานานาชาติ