Bangkok Today
ศุภาลัย ชี้อสังหาฯ ยังไม่ฟื้น คอนโดฯ จ่อขาดซัพพลาย ที่ดินส่อลด 10-20%
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ศุภาลัย” เผยภาพรวมตลาดยังติดลบ เหตุปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งสงคราม-กำลังซื้อหด-ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง ด้านผู้ประกอบการปรับตัวลดการเปิดโครงการใหม่ หลังต้นทุนก่อสร้างขยับตัว 5-6% จับตาตลาดคอนโดมิเนียมซัพพลายเริ่มขาดแคลน หลังยอดขอ EIA ฮวบ ขณะที่ราคาที่ดินส่อแววลดฮวบ 10-20% หลังภาษีที่ดินพ่นพิษเจ้าของที่ดินแห่เทขาย
Key facts
- นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ว่า ยังอยู่ในภาวะที่ยากลำบากและการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ซึ่งสาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ เนื่องจากธนาคารจะสนับสนุนสินเชื่อก็ต่อเมื่อมียอดขายพรีเซลสูงถึง 70% ซึ่งทำได้ยากในภาวะปัจจุบัน
- นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องวินัยทางการเงินของลูกค้ารายย่อยยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะการใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งลูกค้ามักมองว่าเป็นภาระหนี้เล็กน้อย แต่ในมุมมองของธนาคารพาณิชย์จะนับรวมเป็นภาระหนี้ทั้งหมด
- ในวิกฤตยังมีโอกาส โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมที่เริ่มเห็นสัญญาณซัพพลายขาดแคลน เนื่องจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ดีมานด์มีมากกว่าซัพพลายที่เข้าสู่ตลาด, ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าการขออนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ลดลงอย่างมาก
Summary
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ว่า ยังอยู่ในภาวะที่ยากลำบากและการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าการเปิดตัวโครงการใหม่จะลดน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยทำสถิติต่ำสุดที่ 20% โดยในปีนี้อาจจะต่ำกว่านั้นอีก แม้ผู้ประกอบการบางรายจะมียอดขายเป็นบวก แต่ภาพรวมของตลาดทั้งหมดยังคงติดลบ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
โดยปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดมาจากความไม่เชื่อมั่นในหลายด้าน ทั้งภาวะสงครามที่ยืดเยื้อและปัญหาการกู้ไม่ผ่านของลูกค้ายรายย่อยที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อ ในปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อน ซึ่งในส่วนของบริษัทเองคาดว่ายอดรีเจกต์อาจขยับขึ้นจาก 15% ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ประมาณ 17% แม้จะไม่สูงมากแต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง
ส่วนสถานการณ์สงครามส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 5-6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม แม้ว่าในอนาคตสงครามจะสิ้นสุดลง แต่ราคาต้นทุนจะไม่รีเซ็ตกลับไปที่จุดเดิม โดยคาดว่าจะยังคงบวกเพิ่มอยู่ที่ 2-3% ซึ่งกลายเป็นคอร์สใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ