The Standard
ล้มแล้ว! โครงการ ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ มูลค่า 2.25 แสนล้านบาท คมนาคมยัน ‘ซีพี’ แจ้งขอยกเลิกสัญญาแล้ว จ่อปรับสูตรให้การรถไฟฯ ลงทุนเอง สร้าง ‘รถไฟความเร็วปานกลาง’ แทนที่
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 4 outlets. See llms.txt for citation guidance.
KHAO Verified
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) มูลค่า 2.25 แสนล้านบาท ได้ล้มเลิกแล้ว หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในกลุ่ม ซีพี ซึ่งเป็นผู้ได้สัมปทาน ได้ส่งหนังสือแจ้งขอยกเลิกสัญญาร่วมทุน PPP กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมปรับแผนให้ รฟท. ลงทุนเอง และลดสเปกเป็น ‘รถไฟความเร็วปานกลาง’ ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ EEC แทน ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนได้
Key facts
- ลดสเปกเป็น ‘รถไฟความเร็วปานกลาง’ การรถไฟฯ จ่อลงทุนเอง ปิดทางเอกชนลงทุน
- ล่าสุดเมื่อบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัท กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งเป็นผู้ได้สัมปทานในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ในการดำเนินโครงการนี้ ได้ส่งหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
- พร้อมอธิบายขั้นตอนหลังจากการยื่นหนังสือว่า เปรียบเสมือน ‘การหย่าร้าง’ ซึ่งเมื่อคู่สัญญาคือ รฟท. รับทราบเรื่องแล้ว จะต้องนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อ ‘นายทะเบียน’ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ซึ่งมีท่านนายกฯ อนุทิน
Summary
เป็นที่ยืนยันแล้วว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ความยาว 220 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่จะปลุกการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่า 2.25 แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้ไปต่อ และกำลังจะถึงจุดจบ ซึ่งคิดเป็นการเสียเวลาไปเกือบ 8 ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประมูล จนปัจจุบัน (ก.ค. 2569)
โครงการนี้ผ่านมือรัฐบาลมา 6 รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์1-2, รัฐบาลเศรษฐา, รัฐบาลแพทองธาร จนกระทั่งรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล 1-2 ซึ่งได้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม
“กระบวนการนี้เปรียบเสมือน ‘การหย่ากัน’ ของคู่หมั้นหรือคู่สัญญา ซึ่งก็คือ รฟท. เมื่อต้องการจะหย่าร้างกัน ก็ต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องผ่าน ‘นายทะเบียน’ ซึ่งในที่นี้ก็คือ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) เพื่อให้พิจารณาดูว่าเหตุผลในการขอเลิกสัญญานั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ หากมีเหตุผลที่รับฟังได้ก็สามารถเลิกกันได้”