Prachachat
ต้นทุนแห่งสงคราม สหรัฐต้องจ่ายศึกอิหร่านแพงระยับ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อย่างที่เรารับรู้กัน สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ในเวลานี้อยู่ภายใต้ความตกลงหยุดยิงหลวม ๆ ที่เกิดขึ้น และเริ่มมีการคิดคำนวณหา “ต้นทุน” ที่สหรัฐอเมริกาต้องควักกระเป๋าจ่ายไปเพื่อทำสงครามหนนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการหยุดยิงอาจจะชั่วคราวก็จริง แต่ “ต้นทุน” ที่สหรัฐอเมริกาต้องจ่ายไปเพื่อทำสงครามครั้งนี้ “แพงมาก” แถมยังจะคงเกาะกินเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนานเป็นปี ๆ
Key facts
- ที่น่าสนใจคือ ต้นทุนด้านการทหาร จากการคำนวณของกระทรวงกลาโหมที่นำเสนอต่อกรรมาธิการการกลาโหมของวุฒิสภาเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่ามีต้นทุนปฏิบัติการอยู่ที่ 29,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นค่าซ่อมและทดแทนอาวุธยุทโธปกรณ์
- ในทำนองเดียวกัน ราคาน้ำมันเบนซินซึ่งก่อนสงครามเฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 ดอลลาร์ต่อแกลลอน พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นราว 5.69 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อต้นเดือนเมษายน ส่งผลให้สินค้าทุกอย่างที่ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกหรือรถไฟต้องมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
- ที่เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันขยับสูงขึ้น 47% ในเดือนเมษายน โดยที่ 70% ของเกษตรกรอเมริกันให้ความเห็นว่า เป็นระดับราคาที่พวกเขาหาซื้อปุ๋ยที่จำเป็นเพื่อทำการเกษตรไม่ได้
- ที่น่าสนใจก็คือ ในร่างความตกลงชั่วคราวที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ออกมา สหรัฐมีแผนที่จะมอบเงินสำหรับฟื้นฟูประเทศจากผลของสงครามสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าอิหร่านเองก็ได้รับความเสียหายจากสงครามครั้งนี้ไม่น้อย
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงเช่นกันเมื่อเมษายนที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่ากาตาร์เป็นชาติที่ถูกปรับลดลงมากที่สุด คือเกือบ 16% ลดลงจากที่เคยประเมินเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา
- กระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านทำให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหดหายไป ส่งผลให้ชาติตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลงจากระดับก่อนสงครามกว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม
Summary
ที่น่าสนใจก็คือ เหตุขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันและดัชนีชี้ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูง ตกเป็นภาระหนักและซับซ้อนกว่าเดิมของประธานเฟดคนใหม่อย่าง “เควิน วอร์ช” ในเวลาเดียวกันส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตกอยู่ในสถานะ “อัมพาต” และกระทบไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของกระบวนการผลิตอีกหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เซมิคอนดัคเตอร์ ไปจนถึงปุ๋ยเคมี ขณะที่เศรษฐกิจของชาติในแถบอ่าวเปอร์เซียทั้งหมดได้รับแรงกระแทกหนักหนาสาหัสเป็นพิเศษ
ต้นทุนที่เป็นรูปธรรมตามรายงานของสื่อคือ การสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 13 นาย บวกกับชาวอิหร่านอีกไม่น้อยกว่า 3,300 ราย กับพลเรือนอีก 3,826 รายในเลบานอน อีกเกือบ 60 รายในอิสราเอลและประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ตามรายงานความเสียหายของแต่ละประเทศ
ข้อเท็จจริงนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าหมวดอาหารของชาวอเมริกันต่อไปหรือไม่ แต่แน่นอนจะเป็นความท้าทายสำหรับเศรษฐศาสตร์การเกษตรทั้งในวันนี้และในอนาคตอันใกล้