The Standard
ทำไมอาเซียน-รัสเซียต้องหันเข้าหากัน: ผลประโยชน์ต่างตอบแทนในโลกหลายขั้ว?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองคาซาน รัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปี ตามคำเชิญของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค ‘หลายขั้วอำนาจ’ (Multipolar System)
Key facts
- อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองคาซาน รัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา
- นอกจากนี้ อาจารย์จิราพรยังมองว่า การจัดประชุมกลุ่ม BRICS 2024 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซียในครั้งนี้ที่เมืองคาซาน ซึ่งมีรากฐานภาษาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาหรับ
- ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ทั้งสองฝ่ายต้องการอะไร
- พงศ์พลมองว่า นับตั้งแต่รัสเซียโดนชาติตะวันตกคว่ำบาตรจากวิกฤตไครเมียในปี 2014 เป็นต้นมา ทำให้รัสเซียมีความจำเป็นและให้ความสำคัญกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ อาจารย์จิราพรกล่าวเสริมว่า
- โอกาสของไทยในตลาดรัสเซีย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย มีมากน้อยแค่ไหน
- พงศ์พลกล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นกลุ่มเศรษฐกิจอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีรัสเซียเป็นแกนกลาง ครอบคลุมประชากรมากกว่า 200 ล้านคน โดย อาจารย์จิราพร มองว่า กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจนี้มีความน่าสนใจมาก แต่ไทยกลับดำเนินการทำข้อตกลง
Summary
ทำไมต้อง ‘คาซาน’ เมืองนี้สำคัญอย่างไร
THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียศึกษา และ พงศ์พล ชื่นเจริญ คอลัมนิสต์ด้านการเมืองยูเรเซีย และล่ามอิสระ ถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในการประชุมครั้งนี้ โอกาสของไทยในความสัมพันธ์กับรัสเซียและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย รวมถึงแนวโน้มของสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อจากนี้
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแสดงจุดยืน ‘ไม่เลือกข้าง’ ของรัฐบาลไทยนั้น พงศ์พลมองว่า จุดยืนนี้สะท้อนถึงนโยบายที่โอนอ่อนผ่อนปรนและคบหาได้กับทุกฝ่าย ซึ่ง ‘เปิดโอกาส’ ให้ไทยในหลากหลายมิติ รวมถึงโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ยให้กับมหาอำนาจที่ขัดแย้งกันได้ หากคู่ขัดแย้งต้องการ