Prachachat
ทลายนอมินีฝั่งอันดามันพบอสังหาฯ ภูเก็ต-กระบี่ พัวพันนอมินีต่างด้าว 730 ล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วม สตช. กรมที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน” ตรวจธุรกิจต้องสงสัยในภูเก็ต-กระบี่ พบ 66 บริษัทเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เกี่ยวข้องถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 730 ล้านบาท พร้อมเตรียมส่งข้อมูล 623 บริษัทในสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้ชุดเฉพาะกิจ สตช.ดำเนินการต่อ
Key facts
- ตรวจธุรกิจต้องสงสัยในภูเก็ต-กระบี่ พบ 66 บริษัทเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เกี่ยวข้องถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 730 ล้านบาท พร้อมเตรียมส่งข้อมูล 623 บริษัทในสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้ชุดเฉพาะกิจ
- นอกจากนี้ ยังพบบริษัทอีก 39 ราย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 231
- นายพูนพงษ์กล่าวว่า การตรวจสอบยังพบกรณีสำคัญหลายประเด็น อาทิ บริษัททรอปิคอลเฮาส์ฯ ซึ่งประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ เป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่าในทำเลทองของจังหวัดกระบี่ มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท
- นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ตนพร้อมด้วยหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี
- นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผลการปฏิบัติการในจังหวัดภูเก็ต พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินีจำนวน 10 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย รวม 4 แปลง พื้นที่กว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท
- การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
Summary
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน” มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีการลงทุนจากต่างชาติหนาแน่น
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และงบการเงินเชิงลึก
อีกกรณีคือ บริษัท ซาลาบัฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งมีพฤติการณ์หาลูกค้าที่เป็นรีสอร์ตเพื่อหาสมาชิกของกลุ่มลับเฉพาะ ในการให้บริการนักท่องเที่ยวที่นิยมไม่สวมใส่เสื้อผ้าในกิจกรรมกลางแจ้งภายในรีสอร์ตและหาดทรายแบบมีความเป็นส่วนตัว โดยกรรมการเป็นคนไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนจริง