iLaw
ย้อนอ่านคดี “เนติวิทย์” ร้องศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารฯ ขัดเสรีภาพศาสนาและมโนธรรมสำนึก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
10 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 5/2569 เรื่อง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 หรือไม่ โดยศาลเห็นว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
Key facts
- 10 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 5/2569 เรื่อง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 หรือไม่ โดยศาลเห็นว่า
- ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 แฟรงค์-เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางการเมืองเดินทางไปยังสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (สถานที่เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ
- ต่อมาวันที่ 10-11 กันยายน 2568 ซึ่ง ศาลแขวงสมุทรปราการได้ทำการสืบพยานจนเสร็จสิ้น เนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงเพื่อขอให้ส่งข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารฯ มาตรา 27
- ศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำร้องดังกล่าวไปตามกระบวนการ และเนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลแขวงสมุทรปราการจึงได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ออกไปถึงสามครั้ง โดยเลื่อนไปในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 วันที่ 19 มกราคม 2569 และวันที่ 23
- ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารฯ มาตรา 27 และ 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่งและมาตรา 31
Summary
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 แฟรงค์-เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางการเมืองเดินทางไปยังสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (สถานที่เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เขาอ่านแถลงการณ์แสดงออกถึงการอารยะขัดขืน ประกาศจุดยืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารเนื่องจากเห็นว่าระบบดังกล่าวขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังเป็นระบบที่ล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย
เนติวิทย์เน้นย้ำว่า การปฏิเสธเข้าร่วมเกณฑ์ทหารของเขาเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อปูทางไปสู่สิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อผลักดันให้กองทัพไทยปรับตัวเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย หลังจากนั้น นายอำเภอเมืองสมุทรปราการได้มอบหมายให้ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีอำเภอเมืองสมุทรปราการ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย
“หากยอมรับให้กฎหมายบังคับให้บุคคลทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารโดยไม่มีข้อยกเว้น ย่อมทำให้เสรีภาพในมโนธรรมไม่มีที่ใช้อย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกินสมควรแก่เหตุ ลำพังกฎหมายกำหนดให้บุคคลต้องเข้ารับราชการทหารยังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง การที่กฎหมายยังไม่ได้นำหลักเรื่องเสรีภาพในมโนธรรมมากำหนดเป็นข้อยกเว้นในการรับราชการทหารโดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนแน่นอนนั้น ถือว่ายังไม่คุ้มครองเสรีภาพในมโนธรรมอย่างเพียงพอ