← Back to KHAO

นิกร มองตุลาการชี้ เลือกตั้งส.ส.ร.ได้ ไม่ใช่คำวินิจฉัย ย้อนกรณีประชามติชัด สุดท้ายต้องทำ 3 ครั้งอยู่ดี

2 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.

2 แหล่งข่าวยืนยัน

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 2 กรรมาธิการสามัญของสภาฯและวุฒิสภา เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา และมีข้อสรุปจากการสัมภาษณ์ของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. ว่าสามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร

Key facts

Summary

ทั้งนี้ ตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ คือคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ระบุว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง โดยมีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภา

นายนิกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย คือคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ที่วางหลักการว่าประชาชน คือเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่ถามประชาชนก่อนไม่ได้ และคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติเพื่อขออาณัติมหาชนก่อน ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต่อแนวทางการทำประชามติที่ต้องทำรวม 3 ครั้ง

“ผมจะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฏหมายของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้ง และจะมีการนัดประชุมกันครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ แต่เบื้องต้น ผมขอยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ซึ่งในร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็นส.ส.ร. ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจาก ส.ส.ร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่ามีความเหมาะสม