Post Today
Binance ถูกแฮ็ก 2.12 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สะเทือนมายาคติโลกคริปโต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Binance ถูกแฮกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สูญ 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.12 แสนล้านบาท ฉุดตลาดคริปโตร่วงยกกระดาน สะเทือนสภาพคล่องข้ามแพลตฟอร์ม ขณะความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยก็ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง
Key facts
- เมื่อ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ละเมิดความปลอดภัยครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.12 แสนล้านบาท)
- (Largest bank heist in human history) ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์แฮกกระดานเทรด Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ถึง 4 เท่า
- Binance เติบโตขึ้นมาเป็นเสาหลักและรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2017 โดย Changpeng Zhao (CZ) ผ่านการขายโทเคน BNB ระดมทุนได้ราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จำนวน 100 ล้าน BNB ที่ราคาเฉลี่ย 0.15 ดอลลาร์)
- เมื่อเสาหลักด้านสภาพคล่องสั่นคลอน ตลาดการเงินคริปโตจึงตอบสนองด้วยความผันผวนอย่างหนัก โดยราคา Bitcoin ดิ่งลงกว่า 3–5% แตะระดับ 76,368–77,000 ดอลลาร์สหรัฐ, Ether ร่วงลงแตะ 2,178 ดอลลาร์, และเหรียญ BNB ร่วงลง 5% เหลือ 709.70 ดอลลาร์
- มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้ทุบสถิติโลก โดย Binance ประเมินผลกระทบสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขณะที่ Chainalysis ประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 5.9 พันล้านดอลลาร์) ถือเป็นการโจรกรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน
- ที่น่าจับตาคือ การล้างพอร์ตมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยกดดันทางมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว จากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงและความต้องการลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่อ่อนตัวลง นอกจากนี้
Summary
เมื่อ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ละเมิดความปลอดภัยครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.12 แสนล้านบาท) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสถาบันวิเคราะห์อย่าง TRM Labs ต่างลงความเห็นตรงกันว่า นี่คือ "การปล้นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"
Binance เติบโตขึ้นมาเป็นเสาหลักและรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2017 โดย Changpeng Zhao (CZ) ผ่านการขายโทเคน BNB ระดมทุนได้ราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จำนวน 100 ล้าน BNB ที่ราคาเฉลี่ย 0.15 ดอลลาร์) จนก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 335 ล้านราย และถือครองสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (Assets Under Custody) สูงถึง 1.628 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานประจำปี 2025
อย่างไรก็ดี สถาปัตยกรรมของ Binance เน้นการรวมสินทรัพย์ของลูกค้าไว้ในกระเป๋าเงินรวม (Pooled Wallets) และบันทึกการทำธุรกรรมผ่านระบบบัญชีภายในร่วมกับเครื่องมือจับคู่คำสั่งซื้อขายความเร็วสูง (MatchBox) เพื่อตัดค่าธรรมเนียมเครือข่าย (Gas Fees) และเพิ่มความเร็วสูงสุดในการส่งคำสั่ง ซึ่งการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคนี้ได้สร้างจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง (Single Point of Failure) ที่หากระบบอนุมัติส่วนกลางถูกเจาะ จะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ของผู้ใช้จำนวนมหาศาลพร้อมกัน