Thansettakij
‘ปกรณ์’ รื้อกฎหมายรองอีก 40 ฉบับ ปลดล็อกธุรกิจ ยกเครื่องระบบราชการไร้เทา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
รองนายกฯ 'ปกรณ์' กางบัญชีรื้อกฎหมายรอง 40 ฉบับ รื้อกระบวนงาน ดึงเทคโนโลยี แก้กฎลดดุลพินิจ ล้างต้นตอทุจริต ขณะที่ กกร. เตรียมส่งชุดกฎหมายเสนอรัฐอีก 100 เรื่อง ปลดล็อกทำธุรกิจสะดวก
Key facts
- 30 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส”
- ในเชิงตัวเลขดูเหมือนไม่มีอะไร คือลดเวลาทำงานได้ 95 วันราชการ แต่ถ้ามองในมุมของเอกชน 95 วัน นี่คือวันที่ดอกเบี้ยมันเดินทุกวัน เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถลดระยะเวลาในการคืนเงินได้อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา
- จุดเน้นที่สามคือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมาก โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรอง ตัวอย่างร้านอาหารที่มีดนตรีสดซึ่งเข้าข่ายสถานบริการ แต่กฎหมายลำดับรองกำหนดให้ขออนุญาตได้เพียง 3 พื้นที่
- รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ป่านมาในช่วงระหว่างการประชุมกับ OECD ที่ประเทศตุรกี เลขาธิการ OGP และเลขาธิการ World Justice Forum ระบุตรงกันว่าในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา เห็นพัฒนาการสำคัญของไทยจากความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
Summary
เอกชนเตรียมเสนอกฎหมายรองอื่น ๆ ให้กับรัฐบาลอีกประมาณ 100 เรื่อง กางเป้าหมายการทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการทุจริตที่ต้นตอ
“รัฐบาลได้เปิดช่องทางให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันผ่าน กกร. และองค์กรภาคเอกชน โดยมองว่าเอกชนเป็นผู้ประสบภัย จากการทำงานของภาครัฐ จึงขอให้เอกชนจัดทำลิสต์มาว่าท่านประสบภัยในเรื่องอะไรบ้าง รัฐจะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรได้บ้าง ตอนนี้เรามีบัญชียี่ต๊อกประมาณกว่า 40 เรื่องที่เตรียมปลดล็อกให้เอกชน ซึ่งเราเชื่อว่ามันจะสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น” นายปกรณ์ ระบุ
30 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” ว่า ขณะนี้มีกฎหมายลำดับรองที่รัฐบาลเตรียมปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจกว่า 40 เรื่อง คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป