Nation TV
แฉนโยบายแก้หนี้ไม่จริง! "ทวี" สับรัฐบาลอนุทิน ปมกู้ "โซลาร์-กยศ." สร้างหนี้ก้อนโตให้ประชาชนอีก 9 หมื่นล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ย้ำการแก้หนี้ต้องวัดที่รายจ่ายลดลงจริง ไม่ใช่ปริมาณเงินกู้
Key facts
- พ.ต.อ.ทวี ได้ชี้ให้เห็นใน เรื่องแรก คือโครงการ Solar ภาคประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ได้ อนุมัติวงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท
- เรื่องที่สอง คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีบัญชีอยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,840,914 บัญชี ยอดหนี้รวม 518,625 ล้านบาท และมีบัญชีผิดนัดชำระ 2,686,394 บัญชี
- 30 ตุลาคม 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ในหัวข้อ “การกู้เงิน Solar ภาคประชาชนและกู้เงิน กยศ. ทำให้นโยบายแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลไม่เป็นความจริง”
- นโยบายนี้จึงเกี่ยวข้องกับ เงินกู้รวมสูงถึง 140,000 ล้านบาท (เงินกู้รัฐ 50,000 ล้านบาท และสินเชื่อครัวเรือนอีก 90,000 ล้านบาท) ตนสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเมื่อหักค่าผ่อน ดอกเบี้ย และค่าบำรุงรักษาแล้ว
- พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยระบุในข้อ 1.1 ว่าจะ “ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง”
Summary
แฉนโยบายแก้หนี้ไม่จริง! "ทวี" สับรัฐบาลอนุทิน ปมกู้ "โซลาร์-กยศ." สร้างหนี้ก้อนโตให้ประชาชนอีก 9 หมื่นล้าน ย้ำการแก้หนี้ต้องวัดที่รายจ่ายลดลงจริง ไม่ใช่ปริมาณเงินกู้
30 ตุลาคม 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ในหัวข้อ “การกู้เงิน Solar ภาคประชาชนและกู้เงิน กยศ. ทำให้นโยบายแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาลไม่เป็นความจริง”
พ.ต.อ.ทวี ได้ชี้ให้เห็นใน เรื่องแรก คือโครงการ Solar ภาคประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ได้ อนุมัติวงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นภาระทางการคลังที่รัฐต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แล ะหากระบบ Solar ขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาติดตั้ง 140,000 บาท ประชาชนจะต้องจ่ายเองหรือกู้เงินส่วนต่างอีก 90,000 บาทต่อครัวเรือน
ตาม พ.ร.บ.กยศ. มาตรา 43 เงินค่าเล่าเรียนจะจ่ายให้สถานศึกษา แต่ผู้กู้รับหน้าที่ชำระคืน ทำให้เมื่อผู้เรียนจบแล้วไม่มีงานทำ ความเสี่ยงตกอยู่กับผู้เรียนและครอบครัว ทั้งที่ พ.ร.บ.กยศ. มาตรา 19(9) และมาตรา 44 มีบทบัญญัติช่วยเหลือให้ผู้กู้มีงานทำและออกมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้ได้ รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ" มิใช่ปล่อยให้ความยากจนกลายเป็นหนี้ของคนรุ่นต่อไป