Ban Muang
“วงศ์อะเคื้อ” หนุนแก้ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จี้คุมเข้มข้อมูลชีวภาพ-ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพออนไลน์
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 17.15 น.น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดท
Key facts
- น.ส.วงศ์อะเคื้อ เน้นย้ำว่า การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เนื่องจากภัยอาชญากรรมออนไลน์มีแนวโน้มสร้างความเสียหายควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี
- น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า ข้อกังวลประการแรกคือการนำข้อมูลชีวภาพ หรือไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เช่น ข้อมูลใบหน้า ไปใช้ในทางมิชอบ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และดีปเฟก (Deepfake) ปลอมแปลงอัตลักษณ์บุคคล เพื่อนำไปเปิดบัญชีม้า
- จึงเสนอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำสำหรับระบบยืนยันตัวตน โดยเฉพาะการตรวจสอบใบหน้า ต้องมีระบบป้องกันการปลอมแปลงและตรวจสอบว่าผู้ยืนยันตัวตนเป็นบุคคลจริงอย่างเข้มงวด
- หากผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัย จนข้อมูลส่วนบุคคล ลายมือชื่อ หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชนรั่วไหล อาจก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย (Security Audit)
Summary
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 17.15 น.น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย รองรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ สัญญาอัจฉริยะ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการทำธุรกรรมอัตโนมัติ ตลอดจนการโอนและสลักหลังตราสารเปลี่ยนมือ ตั๋วเงิน และเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
น.ส.วงศ์อะเคื้อ เน้นย้ำว่า การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เนื่องจากภัยอาชญากรรมออนไลน์มีแนวโน้มสร้างความเสียหายควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยอ้างข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 7,480 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่และวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุม
น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า ข้อกังวลประการแรกคือการนำข้อมูลชีวภาพ หรือไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เช่น ข้อมูลใบหน้า ไปใช้ในทางมิชอบ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และดีปเฟก (Deepfake) ปลอมแปลงอัตลักษณ์บุคคล เพื่อนำไปเปิดบัญชีม้า ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสวมรอยเป็นบุคคลอื่น แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่อให้การทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีผลผูกพันตามกฎหมาย