← Back to KHAO

กรมอนามัยจับมือ WHO ดันกฎหมายคุมตลาดอาหาร ปกป้องเด็กไทยจากหวาน มัน เค็ม

2 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างความเข้าใจต่อร่างกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและโภชนาการ ด้านเด็กเยาวชนและครอบครัว ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และด้านการสื่อสารเข้าร่วมกว่า

Key facts

Summary

นพ.ปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพเด็กและป้องกันโรคอ้วน โดยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 2 – 7 (พ.ศ. 2539 – 2568) พบว่า เด็กอายุ 1 – 5 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 เป็นร้อยละ 11.0 และในเด็กอายุ 6 – 14 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 เป็นร้อยละ 14.3 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนามาตรการคุ้มครองเด็กจากปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย โดย ดร.สุชีรา บรรลือสินธุ์ เจ้าหน้าที่วิชาการด้านโรคไม่ติดต่อ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายปกป้องเด็กจากผลกระทบของการตลาดอาหาร ตามข้อแนะนำ Policies to protect children from the harmful impact of food marketing ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2566 ซึ่งมุ่งคุ้มครองเด็กทุกช่วงวัยจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง รวมถึงการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล

นพ.อรรถสิทธิ์ แดงมณี ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์โภชนาการเด็กไทย ความสำคัญของมาตรการปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ตลอดจนผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการตลาดต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก พร้อมชี้แจงสาระสำคัญของร่างกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางการสื่อสารสังคมของภาคีเครือข่ายภายใต้แนวคิด “ร่วมปกป้องเด็กไทยจากการตลาดอาหารหวาน มัน เค็ม”

Read full article at Matichon →