Prachachat
ตีโจทย์ตลาดหุ้นไทยชู ‘TISA-TFFIF’ หนุนออม-ลงทุน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- ท่ามกลางความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยมากแค่ไหน”
- กล่าวว่า แม้ตลาดการเงินโลกในปี 2570 ยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาวินัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- กล่าวว่า ความหวังในการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีเพียงมาตรการภาครัฐเท่านั้น เพราะทิศทางเงินทุนต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากไหลออกต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้เงินทุนที่กลับเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2569
- ในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังขาดหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ จึงจำเป็นต้องเร่งดึงบริษัทที่มีคุณภาพ มีธุรกิจเติบโต และมีธรรมาภิบาลที่ดีเข้าจดทะเบียน
Summary
### ขนาดตัวอักษร
ท่ามกลางความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยมากแค่ไหน” แต่ยังรวมถึงประเทศไทยจะสร้างฐานเงินลงทุนระยะยาวให้แข็งแกร่งได้อย่างไร โดยโจทย์ดังกล่าว “ยศกร ฟอลเล็ต”
หนึ่งในเครื่องมือที่มีศักยภาพคือโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งหากออกแบบให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นหรือตราสารหนี้ ก็จะช่วยให้ผู้ลงทุนจัดสรรเงินตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยมีแนวคิดใกล้เคียงกับระบบ 401(k) ของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณ แม้รูปแบบและกลไกของทั้งสองระบบจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
“การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีย่อมมีต้นทุนจากรายได้ที่ภาครัฐต้องสูญเสียไป จึงต้องพิจารณาว่าเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบจะสร้างประโยชน์กลับคืนมาได้มากเพียงใด ทั้งในแง่การเพิ่มเงินออมของประชาชน การสร้างแหล่งเงินทุนให้ภาคธุรกิจ และการลดความผันผวนของตลาดหุ้น ซึ่งแม้การเริ่มใช้มาตรการ TISA จะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง เชื่อว่าจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้มากขึ้น และเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างฐานเงินลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว”