← Back to KHAO

ความกังวลของ ‘เดอะแบก’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า

6 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

THE STANDARD Economic Forum 2026 #1 : 1-11 Oct 2026

ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในวาระครบรอบ 77 ปี ‘จีนใหม่’ ในช่วงวันชาติจีนที่ผ่านมา รวมถึงเนื้อหาการรวมชาติ การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีนที่เป็นประเด็นหลักที่สื่อต่างชาติหยิบยกไปนำเสนอ อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่คนในชาติส่วนใหญ่ให้ความสนใจ แม้ประธานาธิบดีจีนจะบอกว่า การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติเป็นภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่คนส่วนใหญ่ในชาติที่เป็น ‘เดอะแบก’

Key facts

Summary

สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังเป็นกังวลก็คือ เมื่อวันที่พวกเขาต้องเกษียณหรือวางมือออกจากสังคม สังคมจะตอบแทนและดูแลพวกเขาอย่างไร พวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ในวันที่จีนอยู่ในการดูแลของคนรุ่นหลัง เราต้องไม่ลืมว่า คนกลุ่มนี้เติบโตมาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน (改革开放时期) เป็นกำลังหลักในการก่อร่างสร้างประเทศจีนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด พวกเขาได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ผ่านวันที่ยากลำบาก อดทนฟันฝ่าอุปสรรค คนกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด และอดออมมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาของจีน

‘เดอะแบก’ ที่เรากำลังพูดถึงคือ คนจีนที่เกิดในยุคหลังปี 1970 และ 1980 (ที่คนจีนเรียกว่า 70后, 80后) คนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 37-56 ปี แม้จะไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมจีนตอนนี้ ปริมาณของคนกลุ่มนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรจีนทั้งหมด หรือประมาณ 400 กว่าล้านคน คนกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นกำลังหลักของวัยทำงาน ยังเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจในแง่การผลิตและการบริโภคของจีน นิยามของคำว่า ‘เดอะแบก’ หมายถึง

นายหลี่ อายุ 46 ปี ชาวปักกิ่ง ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว เปิดใจกับผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่า เขาค่อนข้างกังวลกับอนาคตของประเทศ เพราะย้อนกลับไปในช่วง 20 กว่าปีก่อน ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นหลังจบมหาวิทยาลัย เขารู้สึกว่า เขาอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เขาใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไล่ตามความฝัน จนประสบผลสำเร็จ เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ (ที่เกิดหลังปี 2000) ในยุคนี้ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ส่วนใหญ่ถ้ามีทุนทรัพย์หรือทางบ้านส่งเสียก็จะเรียนต่อปริญญาโท

Read full article at The Standard →