Prachachat
จับตา หนี้สาธารณะปริ่ม 70% รัฐเร่งแก้ ‘การคลัง’ เสี่ยง-จ้องรื้อภาษี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- ประเทศไทยอาจมีเรื่องให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง จากการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 สถาบันได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)”
- จะเป็นการกู้เพื่อดำเนินแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 200,000 ล้านบาท
- จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นเดือน ก.ย. 2570 มีสัดส่วนที่ 69.7% ของ GDP ยังไม่เกินเพดานตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% แต่ก็ถือว่า “ปริ่ม”
- ของภาครัฐจำนวน 1.26 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล 1.18 ล้านล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 81,465 ล้านบาท และหน่วยงานอื่น 850 ล้านบาท
- วงเงิน 63,038 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.กู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อจำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 10,653 ล้านบาท ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) วงเงิน 10,500 ล้านบาท,
- ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งมีแผน “ก่อหนี้ใหม่”
Summary
### ขนาดตัวอักษร
อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้เบาใจได้เพียงชั่วคราว และกระทรวงการคลังยังคงต้องเดินหน้าแก้ปัญหา “ฐานะการคลัง” ต่อไป
ประเทศไทยอาจมีเรื่องให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง จากการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 สถาบันได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ซึ่งรายล่าสุดก็คือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ที่ประกาศเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง บอกว่า ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 ดังกล่าว จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นเดือน ก.ย. 2570 มีสัดส่วนที่ 69.7% ของ GDP ยังไม่เกินเพดานตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% แต่ก็ถือว่า “ปริ่ม” แล้ว ซึ่งหากไม่มีการปรับแผนกู้เพิ่ม หนี้สาธารณะก็จะยังไม่เกินเพดาน แต่หากราคาน้ำมันสูงขึ้นจนต้องพิจารณาออก พ.ร.ก. เพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติมก็ถือได้ว่า “เสี่ยง”