Prachachat
รื้อใหญ่แผนน้ำท่วมทั่วประเทศ ขุดเจ้าพระยา 2 – เพิ่มแก้มลิงตะวันออก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลมีแผนจะก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากจากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ขยายคลองเดิมจากชัยนาท-ป่าสัก และสร้างคลองใหม่ ความกว้าง 170 เมตร ระยะทาง 135 กม. จากป่าสัก-อ่าวไทย
- นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. กล่าวว่า ผังเมืองใหม่ที่อยู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น 90 วันถึงวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ หลัก ๆ ลดพื้นที่สีขาวทแยงเขียวที่ดินอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมฝั่งตะวันออกจาก 9 หมื่นไร่
- ว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาวจำเป็นต้องปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากระบบเดิมมีข้อจำกัดในการรองรับปริมาณน้ำท่าจำนวนมาก โดยเฉพาะหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากในระดับใกล้เคียงกับปี 2554
- การปรับผังเมืองใหม่ในครั้งนี้จะมีแผนผังแสดงน้ำด้วย แสดงรายละเอียดการปรับปรุงคลองระบายน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ แก้มลิง และพื้นที่ฟลัดเวย์ โดยฝั่งตะวันออกเนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำหลากยังคงพื้นที่ฟลัดเวย์ไว้ 3 หมื่นไร่
Summary
### ขนาดตัวอักษร
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”
นายไพฑูรย์กล่าวว่า การจัดทำแผนแม่บทจะครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ แต่พื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนคือ กรุงเทพมหานคร โดยจะต้องร่วมวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพการรองรับน้ำของพื้นที่ รวมถึงพิจารณาความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบ ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปทุมธานี ส่วนแนวทางพัฒนาแก้มลิง จำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน เนื่องจากบางพื้นที่มีข้อจำกัดในการจัดการ จึงไม่สามารถกำหนดให้มีแก้มลิงได้ทุกจุด
อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทต้องใช้เวลา เพราะ สทนช.จะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และส่วนราชการที่รับผิดชอบโครงการด้านน้ำ ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาต่อไป ดังนั้น ในระยะสั้น สทนช.จะให้ความสำคัญกับการจัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นลำดับแรก เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถรับมือสถานการณ์น้ำท่วมได้ทันที