Prachachat
‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- บุกยึดอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ม.กาฬสินธุ์ จี้รัฐยกระดับแก้ปัญหาเชิงรุกก่อนแพร่สะพัดลุ่มน้ำชี-พอง สะเทือนเศรษฐกิจสัตว์น้ำ 2,500 ล้านพังพินาศ
- เช็กมูลค่าความเสียหาย ทุบเศรษฐกิจสัตว์น้ำกาฬสินธุ์ 2,500 ล้าน
- ของบเฝ้าระวัง 20–30 ล้าน ชี้ “ข้อเสนอเชิงพาณิชย์”
- ยึดอ่างนานเกิน 1 ปี สัญญาณเตือนลูกปลาหลุดลงลุ่มน้ำสาขา
- มูลค่าทางเศรษฐกิจสัตว์น้ำ 2,500 ล้านบาทนี้จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และนี่ยังไม่รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปปลากลางน้ำ เช่น ปลาร้า ปลาแห้ง ตลอดจนธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ทางการประมง ที่จะเสียหายตามกันไปเป็นโดมิโน”
- ในการขับเคลื่อนกลไกการทำงาน ดร.เกษม เผยว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้เสนอขออนุมัติงบประมาณราว 20–30 ล้านบาท สำหรับการเฝ้าระวัง ติดตามวิวัฒนาการน้ำ และศึกษาการนำไปแปรรูป แต่ในส่วนงบปราบปรามของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ
Summary
### ขนาดตัวอักษร
สาเหตุสำคัญมาจากทิศทางลมในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝน ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ฝูงปลาถูกคลื่นลมพัดไปกระจุกตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่หลวงกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล
ดร.เกษม เชตะวัน หัวหน้าศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทดสอบสมรรถนะวิชาชีพ และอาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงฉากทัศน์ความเสี่ยงช่วงฤดูน้ำหลาก ผลกระทบเชิงนิเวศวิทยา ตลอดจนมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานราก หากภาครัฐยังไร้มาตรการสกัดกั้นเชิงรุกในภาคปฏิบัติ
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีงานวิจัยหรือเอกสารทางวิชาการยืนยันระดับการเพิ่มขึ้นของประชากรปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับ ม.กาฬสินธุ์ กำลังจัดทำโครงการเสนอขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อติดตามผลกระทบและปัจจัยการโตในแหล่งน้ำจืด แต่ในทางทฤษฎี หากปล่อยไว้โดยไม่มีปัจจัยควบคุมภายใน 3–5 ปีข้างหน้า ห่วงโซ่อาหารและอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดจะพังทลาย