Matichon
พิสิษฐ์ ชี้ กม.เปลี่ยนแหล่งทุน ไทยพีบีเอสโปร่งใสกว่า มั่นใจไม่กระทบความเป็นสื่อสาธารณะ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขเพิ่มพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ซึ่งปัจจุบันได้รับงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต หรือภาษีบาป ว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยตรง แต่ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า สิ่งใดที่สามารถตรวจสอบได้และมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ย่อมดีกว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพียงอย่างเดียว
Key facts
- เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขเพิ่มพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ซึ่งปัจจุบันได้รับงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต หรือภาษีบาป ว่า
- เมื่อถามถึงข้อกังวลที่ว่า หากไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ การเปลี่ยนแปลงแหล่งทุนอาจส่งผลให้ไม่สามารถเป็นสื่อสาธารณะได้ต่อไป พิสิษฐ์กล่าวว่า เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม แต่หลักการสำคัญคือสื่อมวลชนต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งมีผลสำรวจว่า
- พิสิษฐ์กล่าวว่า หากสนธิสัญญานี้ทำไปแล้ว ทำให้เกษตรกรเราไม่สามารถปลูกพืชบางอย่างได้ หรือปลูกพืชแล้วต้องมีข้อจำกัด ตนคิดว่าไม่เห็นด้วย
- นายพิสิษฐ์กล่าวต่อว่า ขอเสนอแนะว่าคณะกรรมการที่เข้าไปเจรจาสนธิสัญญาหรือพิจารณารายละเอียดต่างๆ จำเป็นต้องทำการศึกษาอย่างรอบด้าน และควรให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาด้วย โดยผู้ที่ทำหน้าที่เจรจา
Summary
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขเพิ่มพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ซึ่งปัจจุบันได้รับงบประมาณจากภาษีสรรพสามิต หรือภาษีบาป ว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยตรง แต่ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า สิ่งใดที่สามารถตรวจสอบได้และมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ย่อมดีกว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเพียงอย่างเดียว
เมื่อถามถึงข้อกังวลที่ว่า หากไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ การเปลี่ยนแปลงแหล่งทุนอาจส่งผลให้ไม่สามารถเป็นสื่อสาธารณะได้ต่อไป พิสิษฐ์กล่าวว่า เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม แต่หลักการสำคัญคือสื่อมวลชนต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งมีผลสำรวจว่า ความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่ได้ในระดับที่ 6 ของโลก ซึ่งตนมีความมั่นใจว่าสำนักข่าวทุกแห่งมีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข้อเท็จจริง และเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน
สำหรับประเด็นความตกลงในสนธิสัญญา UPOV หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี ค.ศ. 1991 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในเมล็ดพันธุ์ พิสิษฐ์กล่าวว่า ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา แต่ทราบว่ากำลังมีการจัดทำรายงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ
เมื่อสอบถามถึงจุดยืนส่วนตัวต่อการเข้าร่วมสนธิสัญญาดังกล่าว พิสิษฐ์กล่าวว่า หากสนธิสัญญานี้ทำไปแล้ว ทำให้เกษตรกรเราไม่สามารถปลูกพืชบางอย่างได้ หรือปลูกพืชแล้วต้องมีข้อจำกัด ตนคิดว่าไม่เห็นด้วย