Matichon
ซุปเปอร์เอลนีโญ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่กระทบเศรษฐกิจไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
โ ลกของเราเผชิญกับภาวะลานีญามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิโดยรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป สถานการณ์กลับเปลี่ยนทิศ โดยเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้น และมีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 สิ่งที่น่าจับตามองไปกว่านั้นคือภาวะเอลนีโญในครั้งนี้มีโอกาสที่จะอยู่ในระดับรุนแรงมากเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ซุปเปอร์เอลนีโญ”
Key facts
- กรณีเบา ดัชนี RONI จะเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับปานกลางในไตรมาส 3 ของปี 2569 ก่อนจะเข้าสู่ระดับรุนแรงในช่วงต้นไตรมาส 4 จากนั้นดัชนีจะเริ่มปรับตัวเย็นลงจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในเดือนพฤษภาคม 2570 แล้วค่อยเข้าสู่ภาวะลานีญาในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
- กรณีรุนแรง ดัชนี RONI จะปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และเร่งขึ้นสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 จากนั้นจะเริ่มลดระดับลงจนเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อนตั้งแต่สิงหาคม 2570 ไปจนถึงสิ้นปี
- กรณีสุดขั้ว ดัชนี RONI จะพุ่งสูงขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2569 จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ ก่อนพลิกกลับอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นภาวะลานีญาระดับปานกลางในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
- โ ลกของเราเผชิญกับภาวะลานีญามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิโดยรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป สถานการณ์กลับเปลี่ยนทิศ โดยเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ
- ที่มีแนวโน้มลดลงไปด้วย โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10-13% ซึ่งอาจส่งผลให้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนได้น้อยลง
- วิกฤตภัยแล้งและอุทกภัยภายใต้ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569-2570 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยแล้งและอุทกภัยรวมกันอาจสูงถึง 0.69% ของ GDP ในปี 2570
Summary
นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญในช่วงนี้แล้ว ผลกระทบโดยตรงอีกประการหนึ่งก็คือ “ปริมาณฝน” ที่มีแนวโน้มลดลงไปด้วย โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10-13% ซึ่งอาจส่งผลให้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนได้น้อยลง
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าภาวะเอลนีโญรอบนี้อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์ ตามค่าดัชนี Relative Oceanic Nino Index (RONI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวเส้นศูนย์สูตรที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะปกติ ดังนี้
นอกจากนี้ ภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้ระยะเวลาที่สามารถกักเก็บน้ำสั้นลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและเขื่อนขนาดใหญ่มีแนวโน้มลดต่ำลงตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ให้ต้องเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรยาวนานไปถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570 นอกจากนี้ หากประเมินความเสี่ยงเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคตะวันออกมีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่สูงมากจากทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม