← Back to KHAO

ประกาศ-คำสั่งคณะรัฐประหารหลายฉบับ มีสถานะเป็นกฎหมาย ออกง่ายไม่ต้องผ่านสภา แทรกแซงแก้ไขกฎหมายในระบบปกติ

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

ย้อนข้อเสนอต่อมาตรา 112 จากยกเลิก-แก้ไข-(ไม่ได้)นิรโทษกรรม สู่กลับไปไม่มีโทษขั้นต่ำเหมือนก่อน 2519

ตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปี 2557 ประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหาร 13 ครั้ง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่คณะรัฐประหารส่วนใหญ่ใช้เมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้วคือการออกประกาศและคำสั่ง ซึ่งอาจเป็นการใช้อำนาจทั้งทางบริหาร ทางตุลาการ หรือทางนิติบัญญัติ กล่าวคือ หลายฉบับก็มีสถานะเป็น “กฎหมาย” โดยไม่ผ่านสภา เหตุปัจจัยหนึ่งในประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารถูกยอมรับว่าเป็นกฎหมาย เพราะศาลยุติธรรมเคยมีคำพิพากษาว่าคณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ

Key facts

Summary

หลังการรัฐประหารดังกล่าว มีคดีที่จำรัส พัฒนมงคล (โจทก์) ประชาชนทั่วไป ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย ได้แก่ เชาวน์ พงษ์ประดิษฐ์ และร้อยตำรวจเอก เสนีย์ เรืองวงษ์วาร (จำเลย) โดยกล่าวหาว่าจำเลยกลั่นแกล้งจับกุมโจทก์ไปกักขังไว้ ทำให้ปราศจากเสรีภาพ ส่วนการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลและเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ จำเลยปฏิบัติราชการไปนั้นโดยมิชอบ โดยในคดีนี้โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 ไม่ใช่กฎหมาย

แม้ประกาศและคำสั่งหลายฉบับจะสิ้นผลไปโดยปริยายเนื่องจากมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจบริหาร หรือมุ่งหมายใช้อำนาจเฉพาะภายใต้ช่วงเวลาหลังรัฐประหาร แต่ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารหลายฉบับที่มีสถานะเป็นกฎหมาย กลายเป็น “มรดกบาป” จากคณะรัฐประหารที่เข้าแทรกแซงระบบกฎหมายปกติ แม้คณะรัฐประหารที่ออกประกาศและคำสั่งจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่ผลผลิตที่พวกเขาก่อในรูปแบบของประกาศและคำสั่งหลายฉบับ มีผล “ยาว” ชั่วอายุคน จนกว่ารัฐสภาจะพิจารณาทบทวนยกเลิกไป

ฌอง โบแดง (Jean Bodin) นักปรัชญาและนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส อธิบายว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนของรัฐ หรือรัฏฐาธิปัตย์ องค์อธิปัตย์สามารถออกและยกเลิกกฎหมายได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้อื่น [1]

Read full article at iLaw →