iLaw
ประกาศ-คำสั่งคณะรัฐประหารหลายฉบับ มีสถานะเป็นกฎหมาย ออกง่ายไม่ต้องผ่านสภา แทรกแซงแก้ไขกฎหมายในระบบปกติ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปี 2557 ประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหาร 13 ครั้ง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่คณะรัฐประหารส่วนใหญ่ใช้เมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้วคือการออกประกาศและคำสั่ง ซึ่งอาจเป็นการใช้อำนาจทั้งทางบริหาร ทางตุลาการ หรือทางนิติบัญญัติ กล่าวคือ หลายฉบับก็มีสถานะเป็น “กฎหมาย” โดยไม่ผ่านสภา เหตุปัจจัยหนึ่งในประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารถูกยอมรับว่าเป็นกฎหมาย เพราะศาลยุติธรรมเคยมีคำพิพากษาว่าคณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ
Key facts
- ประกาศหรือคำสั่งที่ยกเลิกกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เช่น ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2501 กำหนดยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 ให้บรรดาพรรคการเมืองที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลงไป
- ตามที่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกกำหนดไว้ในมาตรา 8 ให้อำนาจในการตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475
- นับแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึง 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล 13 ครั้ง โดยการรัฐประหารครั้งแรก ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน แต่ อยู่ในลักษณะ “ยึดอำนาจตนเอง”
- สืบเนื่องมาจากเหตุความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ปรีดี พนมยงค์เสนอ โดยวันที่ 1 เมษายน 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
- การรัฐประหาร 3 ครั้งต่อมา ได้แก่ รัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476 นำโดยพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นำโดยจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
- ต่อมา ในการรัฐประหารตนเองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 เริ่มปรากฏรูปแบบการใช้อำนาจผ่านการออกประกาศคณะบริหารประเทศชั่วคราว 7 ฉบับ
Summary
หลังการรัฐประหารดังกล่าว มีคดีที่จำรัส พัฒนมงคล (โจทก์) ประชาชนทั่วไป ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย ได้แก่ เชาวน์ พงษ์ประดิษฐ์ และร้อยตำรวจเอก เสนีย์ เรืองวงษ์วาร (จำเลย) โดยกล่าวหาว่าจำเลยกลั่นแกล้งจับกุมโจทก์ไปกักขังไว้ ทำให้ปราศจากเสรีภาพ ส่วนการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลและเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ จำเลยปฏิบัติราชการไปนั้นโดยมิชอบ โดยในคดีนี้โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 ไม่ใช่กฎหมาย
แม้ประกาศและคำสั่งหลายฉบับจะสิ้นผลไปโดยปริยายเนื่องจากมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจบริหาร หรือมุ่งหมายใช้อำนาจเฉพาะภายใต้ช่วงเวลาหลังรัฐประหาร แต่ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารหลายฉบับที่มีสถานะเป็นกฎหมาย กลายเป็น “มรดกบาป” จากคณะรัฐประหารที่เข้าแทรกแซงระบบกฎหมายปกติ แม้คณะรัฐประหารที่ออกประกาศและคำสั่งจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่ผลผลิตที่พวกเขาก่อในรูปแบบของประกาศและคำสั่งหลายฉบับ มีผล “ยาว” ชั่วอายุคน จนกว่ารัฐสภาจะพิจารณาทบทวนยกเลิกไป
ฌอง โบแดง (Jean Bodin) นักปรัชญาและนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส อธิบายว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนของรัฐ หรือรัฏฐาธิปัตย์ องค์อธิปัตย์สามารถออกและยกเลิกกฎหมายได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้อื่น [1]