The Matter
เมื่ออาคารประวัติศาสตร์ถูกทุบ ปิดตำนานสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปี ชวนสำรวจคุณค่าวัฒนธรรม และเสียงคัดค้าน ที่ไม่อยากให้รื้อถอน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
โดยสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประกาศขายที่ดินประมาณ 20 ไร่ ในราคากว่า 10,000 ล้านบาท และย้ายสำนักงานไปยังเซ็นทรัลพาร์คออฟฟิศ ที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ล่าสุดในวันที่ 4 ตุลาคม อาคารสถานทูตถูกรื้อถอนเป็นที่เรียบร้อย
Key facts
- ประชาชาติธุรกิจ อ้างอิง แหล่งข่าวจากวงการอสังหาฯ ที่ระบุว่าผู้ซื้อที่ดินคือกลุ่มปิยะสมบัติกุล ร่วมกับกลุ่มแบงก์กรุงเทพของชาลี โสภณพาณิชย์ และยังมีผู้ประเมินไว้ว่าการซื้อที่ดินตรงนี้ เหมาะอย่างยิ่งต่อการ ‘ลงทุน’ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง
- อาคารดังกล่าวเป็นอาคารเก่าอายุกว่า 100 ปี มีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล สูง 2 ชั้น ส่วนหอคอยสูง 3 ชั้น ตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ซื้ออาคารนี้ เพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ประจำประเทศไทย
- การขายที่ดินในตอนนี้อาจดูเหมือนเป็นทางออกระยะสั้น แต่จะสร้างผลเสียระยะยาวที่ย้อนกลับไม่ได้”
- วิลเลียม เพนเทอร์มันน์ ประธานสมาคมชาวดัตช์ในประเทศไทยกล่าว
Summary
ประชาชาติธุรกิจ อ้างอิง แหล่งข่าวจากวงการอสังหาฯ ที่ระบุว่าผู้ซื้อที่ดินคือกลุ่มปิยะสมบัติกุล ร่วมกับกลุ่มแบงก์กรุงเทพของชาลี โสภณพาณิชย์ และยังมีผู้ประเมินไว้ว่าการซื้อที่ดินตรงนี้ เหมาะอย่างยิ่งต่อการ ‘ลงทุน’ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นทำเลทอง ดังนั้น จึงมีศักยภาพมากพอในการต่อยอดเป็นเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการมิกซ์ยูส
ก่อนหน้านี้ ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทยรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยุติแผนการขายพื้นที่ดังกล่าว และชวนประชาชนลงชื่อ ด้วยเหตุผลคือเพื่อรักษามูลค่าในระยะยาว และเพื่อรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ แต่ไม่เป็นผล
การทุบอาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ทิ้ง เป็นความสูญเสียในแง่ของ ‘มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม’ ที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ คล้ายกับกรณีของการทุบโรงหนังสกาล่า ชุมชนป้อมมหากาฬ หอพักอ่างแก้ว ศาลเจ้าแม่ทับทิม หรืออาคารสถาปัตยกรรมอื่นๆ ทิ้ง และนำที่ดินตรงนั้นไปพัฒนาเป็นอย่างอื่น ซึ่งส่วนมากมักเป็นอสังหาฯ เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์