Prachachat
เปิดมุมมองนักวิชาการ ปมเสนอแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- เมื่อพิจารณาข้ออ้างเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ดร.สมเกียรติ (TDRI) ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินของทั้ง 4 กองทุนและองค์กรสาธารณะรวมกันราว 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% ของงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น
- กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงบนโลกออนไลน์ หลังจากที่มีการเสนอแก้กฎหมาย 4 กองทุน ได้แก่ สสส. ไทยพีบีเอส (Thai PBS) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) และกองทุนผู้สูงวัย ให้เปลี่ยนจากการใช้เงินจาก ‘ภาษีบาป’
- แม้ในวงเสวนาจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ควรเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ แต่สิ่งที่เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกต คือ การที่ Thai PBS ต้องปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่องบฯ ที่ได้ถึงปีละ 2,000 ล้านบาท
- เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา Thai PBS จัดเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ ‘เปลี่ยน “กระเป๋าเงิน”
- สารี สะท้อนบทเรียนจริงของสภาผู้บริโภคที่ต้องขอรับงบประมาณผ่านระบบปกติว่า แม้ ครม. จะมีมติเห็นชอบงบประมาณ 300 กว่าล้านบาททุกปี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณจริง กลับถูกตัดลดเหลือเพียง 116 ล้านบาท
- Thai PBS ต้องปรับปรุง เพื่อประสิทธิภาพ-คุ้มค่า
Summary
### ขนาดตัวอักษร
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา Thai PBS จัดเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ ‘เปลี่ยน “กระเป๋าเงิน” ไทยพีบีเอส “วินัยการเงินประเทศ”
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการมีสื่อสาธารณะคือความมีอิสระ 2 ด้านหลัก คือ อิสระทางโครงสร้าง และ อิสระทางการเงิน การจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) ในอัตรา 1.5% ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เป็นนวัตกรรมทางการเงินและกฎหมายที่ถอดแบบมาจากประเทศออสเตรเลียและกองทุน สสส. ซึ่งสร้างผลประโยชน์ 2 ด้าน คือ 1) การเก็บเงินเพิ่มทำให้ราคาสินค้าบาปสูงขึ้น ช่วยลดการบริโภคสุราและบุหรี่ลงได้จริงตามผลวิจัย และ 2)
ประธาน TDRI ระบุว่า หากเปลี่ยนให้ Thai PBS ขอรับงบประมาณปีต่อปี ฝ่ายการเมืองจะใช้เงินงบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง ตัดงบ หรือกดดันไม่ให้นำเสนอข่าวสารที่กระทบผลประโยชน์ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระในไทยอย่าง กกต. หรือ ป.ป.ช. รวมทั้งองค์กรอิสระในต่างประเทศ เช่น เม็กซิโก, แอฟริกาใต้ หรือสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมื่อขาดอิสระทางการเงิน จะถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงและตัดงบจนเสียความเป็นอิสระทันที