Prachachat
ธุรกิจงัดแผนสำรองรับวิกฤต แรงกว่าปี 54 สะเทือนเศรษฐกิจทั้งประเทศ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ธุรกิจ-เรียลเซ็กเตอร์ ปรับแผนการผลิตยกแผง ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม 2569 คาดรุนแรงกว่าปี 2554 ค่ายรถยนต์หยุดผลิตชั่วคราว แบงก์ชาติประเมิน SMEs นับล้านกิจการ-ครัวเรือนเปราะบางกู้เพิ่มดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง สะเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศ “สหพัฒนพิบูล-มาม่า”งัดแผนสำรองปกป้องโรงงาน เกาะติดสถานการณ์น้ำทุก 12 ชั่วโมง อสังหาฯทำแผนยาว ลด-เลื่อน เปิดโครงการ หอการค้าห่วง ผลิต-ส่งมอบออร์เดอร์ไม่ทัน สวนสยามถกแบงก์ลงทุนหลังน้ำลด 500 ล้าน นักธุรกิจภูธรชง “รีเซต” โครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม
Key facts
- ธุรกิจ-เรียลเซ็กเตอร์ ปรับแผนการผลิตยกแผง ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม 2569 คาดรุนแรงกว่าปี 2554 ค่ายรถยนต์หยุดผลิตชั่วคราว แบงก์ชาติประเมิน SMEs นับล้านกิจการ-ครัวเรือนเปราะบางกู้เพิ่มดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง สะเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศ
- วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ยืดเยื้อ ภาคกลาง ตะวันออก และโซนตะวันตกของกรุงเทพฯ ปลายแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวโน้มปริมาณน้ำจากเขื่อน และปริมาณฝนเพิ่มต่อเนื่อง จนถึงกลางเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต-อุตสาหกรรม และธุรกิจ
- ว่า เหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯที่ปรับตัวรับความเสี่ยงมาตั้งแต่ปี 2554 ด้วยการถมดิน ติดตั้งสถานีสูบน้ำ และเตรียมพื้นที่หน่วงน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายและดูแลลูกบ้าน โดยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 1%
- นายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดเผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้การป้องกันและความช่วยเหลือไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันการณ์ ซึ่งสวนสยามได้รับผลกระทบประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
- เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 300 ล้านบาท ต้องรอผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาดูแล และซ่อมแซมอีกที ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คาดว่าหากเข้าไปประเมินหลังน้ำลดความเสียหายอาจทวีคูณเพิ่มขึ้น
- ด้านนายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ ผู้ประกอบกิจการสยามอะเมซิ่งพาร์ค กล่าวว่า ผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยังไม่คลี่คลายทำให้ตัดสินใจปิดให้บริการสวนสยาม 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569
Summary
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ยืดเยื้อ ภาคกลาง ตะวันออก และโซนตะวันตกของกรุงเทพฯ ปลายแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวโน้มปริมาณน้ำจากเขื่อน และปริมาณฝนเพิ่มต่อเนื่อง จนถึงกลางเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต-อุตสาหกรรม และธุรกิจ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกวาระ
กลุ่มที่มีความน่าเป็นห่วงจะเป็นกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและเอสเอ็มอี จากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบในเรื่องความสามารถในการแข่งขันและทักษะในด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาใหม่ จะส่งผลต่อสถานะการเงินมากขึ้นไปอีก โดย ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อเสถียรภาพในภาพรวมได้
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีไทยมีปัญหาหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่ติดลบมาแล้ว 16 ไตรมาส มีต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) สูง ทำให้ถูกปฏิเสธอยู่ที่ประมาณ 60-70% มาโดยตลอด ขณะที่เอสเอ็มอีรายใหม่ที่ไม่มีประวัติทางการเงินถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 78% ส่วนธุรกิจที่มีหนี้เสียอยู่เดิมถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 86% แต่หากประเมินตามความเป็นจริงอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของเอสเอ็มอีอาจสูงถึงระดับ 90%