← Back to KHAO

‘เอิร์ธ พงศกร’ กางไทม์ไลน์โต้ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิง ยันยุคอัศวินตั้งงบเวนคืนแค่ 324 ล้าน จี้ผู้บริหารชุดปัจจุบันแจงตัวเลข 1.1 หมื่นล้านโผล่มาได้อย่างไร

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

THE STANDARD Economic Forum 2026 #1 : 1-11 Oct 2026

วันนี้ (3 ตุลาคม) ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดราม่าโครงการบึงรับน้ำ (แก้มลิง) 6 แห่งในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า กทม. ยกเลิกโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรหรู พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ติดตามเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

Key facts

Summary

ร.ต.อ. พงศกร ระบุว่า ปัจจุบันมีกระบวนการพยายามผลิตข่าวปลอมว่าโครงการดังกล่าวถูกยกเลิกในสมัย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยได้เปิดเผยลำดับเหตุการณ์ (Timeline) สำคัญว่า โครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2560 แต่สาเหตุที่การออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินล่าช้า เป็นเพราะในปี 2562 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนฯ ฉบับใหม่ ทำให้ กทม. ต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจพื้นที่ใหม่ตามขั้นตอนกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในยุคของ พล.ต.อ. อัศวิน ได้ผลักดันกระบวนการทั้งหมดจนมาถึงขั้นตอนเตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนแล้วในช่วงต้นปี 2565 ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง และเมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของผู้บริหารชุดปัจจุบัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พบว่า สำนักการระบายน้ำได้มีหนังสือทบทวนความจำเป็นของโครงการในช่วงกลางปี 2566 และนำมาสู่ข้อสรุปในเดือนสิงหาคม 2567 ที่เห็นควรให้ยกเลิก โครงการบึงคู้บอนและคลองบางชัน

ส่วนประเด็นการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรทับพื้นที่ ร.ต.อ. พงศกร ชี้แจงว่า ตามกฎหมายเวนคืน มาตรา 23 ระบุชัดเจนว่า หากผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าจะมีการเวนคืนแต่ยังปลูกสร้างเพื่อหวังเงินทดแทน จะไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นค่าเวนคืนเพิ่มได้ อีกทั้งโครงการนี้มีการปักป้ายแจ้งเตือนชัดเจนบริเวณหน้าหมู่บ้านตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมมูลค่ามหาศาลเพียงใด ยอดประเมินการเวนคืนจะต้องคงอยู่ที่ 324 ล้านบาทเช่นเดิม

Read full article at The Standard →