Ban Muang
มท.3 เดินหน้าช่วยเหยื่อ-คุ้มครองสิทธิเด็กออทิสติก ลานสัก สั่งเกาะติดคดีใกล้ชิดถึงที่สุด
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) มอบหมายให้ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกันในด้านกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ เข้ามาติดตามและประสานการช่วยเหลือกรณีผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กและมีภาวะออทิสติก ในพื้นที่ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง
Key facts
- การดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและรอบด้าน
- ดร.พัชรินทร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำรอบได้มี คำสั่งที่ ๑๗๐/๒๕๖๙ ลงวันที่ 19 กันยายน 2569 เรื่องถอดถอนรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยระบุเหตุผลเกี่ยวกับการรักษาความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชน
- ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นจะเร่งประสาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งด้านสังคม จิตใจ และความปลอดภัย
- ในด้านกฎหมาย จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคดี โดยเฉพาะประเด็นความผิดเกี่ยวกับ การกระทำชำเราเด็ก การข่มขู่หรือข่มขืนใจ การกักขังหน่วงเหนี่ยว และการทำร้ายร่างกาย
Summary
ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นจะเร่งประสาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งด้านสังคม จิตใจ และความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเด็ก รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเพิ่มเติมหรือการกระทำซ้ำ
ในด้านกฎหมาย จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคดี โดยเฉพาะประเด็นความผิดเกี่ยวกับ การกระทำชำเราเด็ก การข่มขู่หรือข่มขืนใจ การกักขังหน่วงเหนี่ยว และการทำร้ายร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ การพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดใด จะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และองค์ประกอบความผิด โดยพนักงานสอบสวนและศาลเป็นผู้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่
นอกจากนี้ หากมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือสภาวะที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์หรือปกป้องตนเองได้อย่างเต็มที่ ประเด็นดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี โดยต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในกระบวนการยุติธรรม