Prachachat
วัส ชี้ดุลพินิจ กกต.ไม่ใช่อำนาจตามใจ-หลักฐานฮั้ว สว.ถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาลฎีกา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ชี้ “ดุลพินิจ” กกต. ไม่ได้หมายถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ เงื่อนไข และกรอบที่กฎหมายกำหนด
Key facts
- มติชน รายงาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา มีการจัดเสวนาเรื่อง “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้”
- อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ชี้ “ดุลพินิจ”
- ในโครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2569
- นายวัส กล่าวถึงมติ กกต.เมื่อวันที่ 24 กันยายนว่า ขณะนี้สังคมทราบเพียงผลของมติ แต่สิ่งสำคัญคือเหตุผลที่รองรับมติดังกล่าว
Summary
นายวัสกล่าวถึงอำนาจและการใช้ดุลพินิจของ กกต. โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีฮั้วเลือก สว. คือ กกต.มีดุลพินิจเพียงใด และการใช้ดุลพินิจดังกล่าวเป็นไปตามกรอบของกฎหมายหรือไม่
โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
สำหรับกรณีหลังประกาศผลการเลือก สว. นายวัส ยกหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต เมื่อพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายแล้ว กกต.ไม่มีทางเลือกอื่น แต่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา