Spring News
อิชิตันเปิด New Growth Engine ผนึก 'กลุ่มเอกยงวงศ์' ตั้ง 'ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์' บุกตลาดเกษตร 8 หมื่นล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อิชิตันร่วมกับกลุ่มเอกยงวงศ์ ผุด 'ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์' ต่อยอดปุ๋ยพรีเมียม Rampatec สู่ Agri Innovation Platform มุ่งเจาะตลาดเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ เริ่มพฤษภาคม 2570 นี้
Key facts
- ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49%
- กลุ่มเอกยงวงศ์ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2534 มีรายได้ปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท และอยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีจุดแข็งสำคัญทั้งเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลกและคู่ค้าภายในประเทศ ความสัมพันธ์กับตลาด การบริหาร Supply
- การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สร้าง New Growth Engine ของอิชิตัน กรุ๊ป จากเดิมที่รายได้หลักอยู่ในธุรกิจเครื่องดื่ม สู่ธุรกิจที่มีอุปสงค์ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก โดยตลาดปุ๋ยเคมีไทยมีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี
- จะเริ่มจากการรับโอนแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และมียอดขายล่าสุดประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ภายใต้ JV ทำให้บริษัทสามารถเริ่มสร้างรายได้และขยายตลาดได้ทันที
Summary
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เดินเกม New Business ครั้งสำคัญ ขยายฐานรายได้นอกธุรกิจเครื่องดื่มเข้าสู่ภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยรายใหญ่ของไทย จัดตั้ง “บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด” ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49%
การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สร้าง New Growth Engine ของอิชิตัน กรุ๊ป จากเดิมที่รายได้หลักอยู่ในธุรกิจเครื่องดื่ม สู่ธุรกิจที่มีอุปสงค์ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก โดยตลาดปุ๋ยเคมีไทยมีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดปุ๋ย Compound NPK ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียมหลักที่ JV จะเข้าไปแข่งขัน มีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท
กลยุทธ์ของ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” จะไม่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ แต่ใช้โมเดล Asset Light และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน ทีมขาย เครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก และคู่ค้าภายในประเทศ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้าน Sourcing และ Supply Chain ที่กลุ่มเอกยงวงศ์มีอยู่แล้ว ช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด ขณะที่อิชิตัน กรุ๊ป นำจุดแข็งด้านการสร้างแบรนด์ เงินทุน วินัยทางการเงิน และมาตรฐานการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนเข้ามาเสริม