Thansettakij
“อดุลย์” สั่งกองทัพช่วยน้ำท่วม เร่งจัดสรรทรัพยากร-งบประมาณทั่วถึง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพระดมกำลังพล เรือ รถ และอุปกรณ์ช่วยผู้ประสบอุทกภัย พร้อมเร่งจัดสรรงบประมาณ หนุนการอพยพและดูแลกลุ่มเปราะบางตลอด 24 ชั่วโมง
Key facts
- 27 กันยายน 2569 — พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม (ผอ.ศบภ.กห.) ติดตามและสั่งการการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบูรณาการกำลังพล ยานพาหนะ
- ต่อมาในช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ ทุ่งสองห้อง กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชน รับฟังปัญหาและความต้องการในพื้นที่
- ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันที่ 26 กันยายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงพื้นที่บริเวณ แจ้งวัฒนะ เพื่อติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริง ก่อนเดินทางต่อในช่วงค่ำไปยัง เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง เพื่อติดตามการอพยพ
- รมว.กห. สั่ง ศบภ.กห. ระดมทรัพยากร–เร่งงบประมาณช่วยน้ำท่วมเต็มกำลัง บูรณาการสนับสนุนรัฐบาลและทุกหน่วยงาน ช่วยประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
Summary
เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่วิกฤตและกลุ่มเปราะบาง
27 กันยายน 2569 — พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม (ผอ.ศบภ.กห.) ติดตามและสั่งการการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบูรณาการกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล กระทรวง กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์และประเมินความต้องการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังพล ยานพาหนะ เรือ เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเข้าช่วยเหลือโดยเร่งด่วน หากพื้นที่ใดมีกำลังหรือเครื่องมือไม่เพียงพอ ให้เร่งเพิ่มเติมและปรับการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่วิกฤตและประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงเป็นลำดับแรก