Prachachat
‘มิน อ่อง ไลง์’ เดินเกมดึง ‘สหรัฐฯ’ คืนถิ่น หวังถ่วงดุลจีน-ปลดแซงก์ชั่นเศรษฐกิจ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘มิน อ่อง ไลง์’ ผู้นำทหารเมียนมา ผ่านนิตยสาร TIME เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 เผยความพยายามสลัดภาพเงาเผด็จการ สู่การเป็นผู้นำพลเรือน หวังฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ท่ามกลางวิกฤตสงครามกลางเมือง และภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหว ชี้อาศัยจังหวะการเมืองยุค ‘ทรัมป์’ หวังปลดชนวนคว่ำบาตร คานอำนาจจีนที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายประเทศ
Key facts
- สงครามกลางเมือง 5 ปี คุมพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่ง
- นักวิเคราะห์มองว่า เมียนมากำลังใช้ปัญหาเร่งด่วนที่กระทบระดับโลกเป็นข้อต่อรอง ทั้งปัญหาปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Networks) ที่สร้างความเสียหายปีละกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือมูลค่าสูงประมาณ 5 ล้านล้านบาท
- นอกจากนี้ มีรายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ว่าจ้าง โรเจอร์ สโตน (Roger Stone) ล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังและคนสนิทของทรัมป์ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าเกือบ 1.7 ล้านบาท
- ฉวยจังหวะยุค ‘ทรัมป์’ ฟื้นสัมพันธ์ตะวันตก-ถ่วงดุลอำนาจจีน
- วิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหว ดันข้อต่อรองปลดแซงก์ชัน
- ความขัดแย้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 ราย และทำให้ประชาชนอีกกว่า 3.6 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ (UN) ตั้งข้อหาหนักต่อกองทัพเมียนมา ทั้งการทำลายหมู่บ้าน
Summary
ความขัดแย้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 ราย และทำให้ประชาชนอีกกว่า 3.6 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ (UN) ตั้งข้อหาหนักต่อกองทัพเมียนมา ทั้งการทำลายหมู่บ้าน การสังหารหมู่พลเรือน อาชญากรรมสงคราม ไปจนถึงการสูญพันธุ์ทางเชื้อชาติ (Genocide) ซึ่ง พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ
พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ผู้นำการปกครองทหารเมียนมา ซึ่งปัจจุบันเรียกตนเองว่าประธานาธิบดี กำลังพยายามอย่างหนักในการปรับภาพลักษณ์และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศฝั่งตะวันตก หลังจากการก่อรัฐประหารยึดอำนาจผ่านพ้นมานานกว่า 5 ปี
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การที่เมียนมากำลังมองหาทางรอดผ่านนโยบายการต่างประเทศยุคใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเน้นนโยบายการทูตแบบเน้นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนมากกว่าการชูเรื่องค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน