Spring News
กว่าจะมี ‘ประกันสังคมไทย’ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ทำไมต้องปฏิรูป
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
จาก ‘ยักษ์ทั้งห้า’ สู่ประกันสังคมไทย: ย้อนรอย 74 ปีของการต่อสู้เพื่อหลักประกันของคนทำงาน จากกฎหมายฉบับแรกที่ไม่เคยใช้จริง สู่การเลือกตั้งบอร์ดปี 2569”
Key facts
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 กันยายน 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบประกันสังคมไทย เพราะเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างได้เลือกตัวแทนของตัวเองโดยตรง หลังการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2566
- แนวคิดนี้มาจาก วิลเลียม เบเวอริดจ์ (William Beveridge) นักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปสังคมชาวอังกฤษ เขาเขียนไว้ใน ‘Social Insurance and Allied Services’ ที่เผยแพร่ต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1942 ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2
- ยักษ์ตนที่สามคือความไม่รู้ ปัจจุบันมีเด็กยากจนและยากจนพิเศษกว่า 3 ล้านคน และมีเด็กอายุ 3–14 ปีกว่า 600,000 คนอยู่นอกระบบการศึกษา แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ค่าใช้จ่ายแฝงยังทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
- หากจะดูปัญหาของกองทุนประกันสังคมไทย ต้องเริ่มตั้งแต่สมัยก่อตั้ง นับตั้งแต่เยอรมนีบุกเบิกระบบประกันสังคมขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2426 ก็ต้องรอเวลาถึง 69 ปี กว่าที่แนวคิดนี้จะเริ่มเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2495
- สองปีต่อมา ความตั้งใจนั้นกลายเป็นตัวบทกฎหมาย คือพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 กฎหมายประกันสังคมฉบับแรกของไทย ซึ่งให้ตั้งกรมประกันสังคมขึ้นในกระทรวงการคลัง และวางขอบเขตความคุ้มครองไว้ถึงหกด้าน ตั้งแต่การคลอดบุตร การสงเคราะห์บุตร
- กว่าที่เรื่องนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งก็ล่วงมาถึงสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งผลักดันจนออกพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้สำเร็จ พร้อมตั้งสำนักงานประกันสังคมขึ้นเป็นหน่วยงานดูแลระบบ ในสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
Summary
รายงาน ‘Social Insurance and Allied Services’ ขายไหลายแสนเล่ม หลังสงครามรัฐบาลอังกฤษ ร้างรัฐสวัสดิการตามแนวทางของเบเวอริดจ์ จนกำเนิดระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service: NHS) ในปี 1948 ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่วัยทำงาน การเจ็บป่วยและว่างงาน ไปจนถึงวัยชรา
ยักษ์ตนที่สามคือความไม่รู้ ปัจจุบันมีเด็กยากจนและยากจนพิเศษกว่า 3 ล้านคน และมีเด็กอายุ 3–14 ปีกว่า 600,000 คนอยู่นอกระบบการศึกษา แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ค่าใช้จ่ายแฝงยังทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ ยักษ์ตนที่สี่คือสภาพความเป็นอยู่ที่เสื่อมโทรม เห็นได้จากชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่คนย้ายถิ่นเข้ามาหางานแต่รายได้ไม่พอจะมีที่อยู่อาศัยมั่นคง ส่วนยักษ์ตนสุดท้ายคือการว่างงาน การสำรวจปี พ.ศ. 2569 พบผู้ว่างงาน 393,073 คน
ทัศนะของเบเวอริดจ์สะท้อนความเชื่อว่า สังคมมนุษย์สามารถก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้ หากแต่เส้นทางนั้นยังถูกขวางไว้ด้วย ‘ยักษ์ทั้งห้า’ และการต่อสู้กับยักษ์เหล่านี้ไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของประชาชนแต่ละคนเพียงลำพัง หากรัฐและสังคมต้องร่วมกันสร้างระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นหลักประกันและช่วยให้ประชาชนสามารถเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ตลอดช่วงชีวิต ซึ่งประกันสังคมถูกออกแบบมาเพื่อสู้กับยักษ์ที่ชื่อว่า ‘ความขัดสน’ โดยเฉพาะ