Matichon
เซ็นปลดระวาง เรือกองทัพ 11 ลำ ‘คีรีรัฐ–สิมิลัน’ เกิน 50 ปี ซ่อมไม่คุ้ม เตรียมชำแหละขาย ส่งเงินคืนคลัง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
รมว.กห. ลงนามปลดเรือ ทร. 11 ลำ ปลดระวาง 1 ต.ค.นี้ “ศิรีรัฐ–สิมิลัน” อายุเกิน 50 ปี เหตุเก่าทรุดโทรม-ค่าซ่อมบำรุงสูงไม่คุ้มในใช้งานต่อ เตรียมขายทอดตลาด
Key facts
- รมว.กห. ลงนามปลดเรือ ทร. 11 ลำ ปลดระวาง 1 ต.ค.นี้ “ศิรีรัฐ–สิมิลัน”
- เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม มีรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามในหนังสือคำสั่งปลดเรือออกจากระวางประจำการ โดยกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรือในสังกัดกองทัพเรือ (ทร.) มีสภาพชำรุดทรุดโทรม
- ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ภายหลังที่กองทัพเรือ ปลดระวางเรือจำนวน 11 ลำ หลังมีสภาพทรุดโทรมและมีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่คุ้มค่าในการซ่อมบํารุง โดยจะมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้
- นอกจากนี้ ยังมี เรือตรวจการณ์และเรือประเภทอื่นๆ ได้แก่ เรือ ต.81, เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง, เรือ ต.243 เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง รวมถึงเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ ได้แก่ เรือ ล.ค.15 และเรือ ล.141
Summary
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม มีรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามในหนังสือคำสั่งปลดเรือออกจากระวางประจำการ โดยกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรือในสังกัดกองทัพเรือ (ทร.) มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากใช้งานราชการมาเป็นเวลานาน ขณะที่การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูง และไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมบำรุงเพื่อใช้งานต่อไป จึงเห็นสมควรให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ ลงวันที่ 23 กันยายน 2569
ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมเรือหลายประเภท ประกอบด้วย เรือฟริเกต ได้แก่ ร.ล.คีรีรัฐ และ ร.ล.สิมิลัน ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี, เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.สิมิรัน (สิมิสัน), เรือสำรวจขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.ศุกร์ และ ร.ล.จันทร
รายงานข่าวระบุว่า การปลดระวางเรือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปรับโครงสร้างและยกเครื่องกำลังรบทางเรือของกองทัพเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ ตลอดจนสถานการณ์ภัยคุกคามและภารกิจด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยมุ่งให้การจัดสรรกำลังและทรัพยากรทางเรือมีความเหมาะสมกับภารกิจในอนาคต