Thansettakij
THASTA ชี้แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช อุดช่องโหว๋ EDV ดันส่งออก 5 หมื่นล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
THASTA ย้ำแก้ พ.ร.บ.พันธุ์พืชไม่กระทบเกษตรกร เก็บเมล็ดปลูกต่อได้ เดินหน้าอุดช่องโหว่ EDV หรือ "พันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ" พร้อมผลักดันส่งออก 5 หมื่นล้านบาท
Key facts
- ชูประโยชน์ UPOV 1991 ดันส่งออกสู่ 5 หมื่นล้าน
- แก้กฎหมายเก่าขยายคุ้มครอง 20–25 ปี หนุน SME และนักปรับปรุงพันธุ์
- สยบดราม่า ยันเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ตามปกติ
- อุดช่องโหว่เทคโนโลยี EDV ป้องกันขโมยสายพันธุ์
- ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านบาท สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยได้วางเป้าหมายร่วมกับกรมวิชาการเกษตร หอการค้าไทย และผู้ประกอบการ SME ในการผลักดันมูลค่าการส่งออกไปสู่ 50,000 ล้านบาท
- ดร.บุญญานาถ ชี้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อิงอยู่กับกรอบกฎหมายเวอร์ชันเก่าที่ภาครัฐเคยเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์เป็นหลัก จึงกำหนดระยะเวลาคุ้มครองไว้สั้นมาก เช่น พืชอายุสั้นประเภทข้าวโพดหรือผัก ได้รับการคุ้มครองเพียงประมาณ 10–12 ปี
Summary
ยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายไม่กระทบสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเอง และไม่มีผลกับพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม
การปรับแก้กฎหมายให้เป็นสากลตามอนุสัญญา UPOV 1991 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์สู่เป้าหมาย 5 หมื่นล้านบาท
ในส่วนของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง หากเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในแปลงของตนเอง กฎหมายยังคงอนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงดังกล่าวไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปในพื้นที่ของตนเองได้ สิ่งที่กฎหมายห้ามไว้คือ การนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อทำเป็น "เมล็ดพันธุ์" ขายแข่งกับนักปรับปรุงพันธุ์ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์