Thansettakij
แก้วสรรชี้ "ภาษีทักษิณ" คนละเรื่องกับ คดีทุจริตยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นายแก้วสรร อติโพธิ ชี้ว่าคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณ 1.7 หมื่นล้านบาท เป็นคนละเรื่องกับคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทจากการทุจริต ยืนยันคดียึดทรัพย์เป็นมาตรการลงโทษจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่วนคดีภาษีเป็นหนี้ที่เกิดจาก "เงินได้" ซึ่งต้องชำระให้รัฐตามกฎหมาย และกรมสรรพากรจึงยังมีสิทธิและหน้าที่เรียกเก็บตามกฎหมาย
Key facts
- คดีภาษีทักษิณ ไม่ซ้ำกับคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน
- พร้อมระบุต่อไปว่าทั้งสองเรื่องเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท เป็นเรื่องการได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรได้ สืบเนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น มาตรการลงโทษ
- กรณีปัญหาการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ 17,629 ล้านบาท นายแก้วสรรระบุว่า ถือเป็นหนี้ภาษีที่ต้องชำระ
- ภาษีจำนวนประมาณ 17,629 ล้านบาท มีสถานะเป็นหนี้ภาษีตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการประเมินของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนี้ดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องชำระให้แก่รัฐ
- ฝ่ายทนายของนายทักษิณ จึงยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ขอให้เพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ภาษี โดยอ้างว่าการติดตามยึดทรัพย์ในปัจจุบันเป็นการยึดซ้ำกับทรัพย์สินที่เคยถูกบังคับตามคำพิพากษา อม.1/2553
Summary
การที่ทรัพย์สินเคยถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินในคดีทุจริต ไม่ได้ทำให้หนี้ภาษีอีกคดีหนึ่งระงับไป กรมสรรพากรจึงยังมีสิทธิและหน้าที่เรียกเก็บตามกฎหมาย
คดียึดทรัพย์เป็นมาตรการลงโทษจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่วนคดีภาษีเป็นหนี้ที่เกิดจาก "เงินได้" ซึ่งต้องชำระให้รัฐตามกฎหมาย
กรณีปัญหาการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ 17,629 ล้านบาท นายแก้วสรรระบุว่า ถือเป็นหนี้ภาษีที่ต้องชำระ หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาให้การประเมินภาษีของกรมสรรพากรเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย