← Back to KHAO

FOBO ภาวะกลัวตัวเองหมดความจำเป็น ไม่เก่งพอในยุค AI หวั่นโดนปลด

10 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

FOBO ภาวะกลัวตัวเองหมดความจำเป็น ไม่เก่งพอในยุค AI หวั่นโดนปลด

ภาวะ FOBO ระบาดในกลุ่มวัยทำงาน โดยกลัวว่าทักษะของตนเองจะไร้ค่าในยุค AI จนหมดความจำเป็น และถูกเลิกจ้าง อาการคือ รู้สึกกลัวเทคโนโลยีใหม่มากกว่าอยากเรียนรู้

Key facts

Summary

1. มักจะเปรียบเทียบทักษะของตัวเองกับคนอื่น

ลองนึกภาพว่า คุณกำลังเลื่อน LinkedIn แล้วเห็นเพื่อนร่วมงานโพสต์เรื่องใบรับรองด้าน AI แล้วได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือเห็นเพื่อนร่วมงานโชว์ทักษะด้านเทคนิคใหม่ๆ ที่เขาเพิ่งเรียนสำเร็จมา แทนที่จะรู้สึกว่าอยากพัฒนาตัวเองเหมือนเพื่อนบ้าง แต่คุณกลับรู้สึกว่า “เรากำลังตามคนอื่นไม่ทันหรือเปล่า?”

2. พอเจอเทคโนโลยีใหม่ ก็รู้สึกกลัว มากกว่าจะอยากรู้อยากลองใช้

เมื่อบริษัทนำเครื่องมือ AI ใหม่เข้ามาใช้ ความคิดแรกของคุณคือ “แล้ว AI จะมาแทนงานเราหรือเปล่า?” ความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าความกลัวเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็อาจทำให้เราไม่กล้าทดลองใช้ และสุดท้าย...กลายเป็นคนที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีนั้นจริงๆ

3. มักไม่กล้าถามเวลามีคนพูดคุยเรื่อง AI เพราะกลัวคนอื่นรู้ว่าเราไม่รู้เรื่อง

FOBO อาจไม่ได้แสดงออกมาเป็นความกลัวอย่างชัดเจน แต่อาจมาในรูปของความพยายามทำตัวให้ดูเหมือนรู้ทุกอย่าง เช่น คุณอาจไม่กล้าถามคำถามเรื่อง AI ในที่ประชุม ไม่กล้ารับงานที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่กล้าขอให้บริษัทส่งไปอบรม เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราขาดความสามารถ

4. ลงคอร์สเรียนเต็มไปหมด แต่ความสามารถไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง

อีกสัญญาณหนึ่งของ FOBO คือ การพัฒนาทักษะแบบเร่งรีบเพราะกลัวตกขบวน เช่น คุณอาจสมัครไปฟังงานสัมมนาด้าน AI อ่านบทความเยอะ หรือลงเรียนเพื่อสะสมใบประกาศนียบัตรจำนวนมาก แต่กลับยังรู้สึกว่าไม่พร้อมสำหรับโลกงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเป็นแบบนี้ การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความสามารถใหม่ แต่กลายเป็นการจัดการกับความก…

5. เชื่อว่าตำแหน่งงานคือ "ตัววัดคุณค่า" ของตนเอง

FOBO จะรุนแรงขึ้นเมื่อเราผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับตำแหน่งงาน บริษัท หรือความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งตำแหน่งนั้นเปลี่ยนไป หรือไม่มีตำแหน่งนั้นอีกแล้ว เราอาจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสูญเสียคุณค่าทั้งหมดไปพร้อมกับงาน

Read full article at Krungthep Turakij →