← Back to KHAO
Reuters · China · The Standard
สหรัฐฯ-จีนเห็นพ้องจัดตั้ง ‘สภาการค้า’ ก่อนสีพบทรัมป์สัปดาห์นี้ ตกลงอะไรกันอีกบ้าง
·5 min read
Compiled by KHAO Editorial
— aggregated from 9 outlets.
See llms.txt for citation guidance.
✓ KHAO Verified
เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) สหรัฐอเมริกา และจีนบรรลุข้อตกลงในการเปิดใช้งาน ‘สภาการค้า’ (Board of Trade) หลังการเจรจาอย่างเข้มข้นนาน 8 ชั่วโมงที่นครนิวยอร์ก ระหว่าง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กับ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจคนสำคัญของสีจิ้นผิง ก่อนการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของผู้นำจีนในวันที่ 24 กันยายนนี้
Key facts
- เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) สหรัฐอเมริกา และจีนบรรลุข้อตกลงในการเปิดใช้งาน ‘สภาการค้า’ (Board of Trade) หลังการเจรจาอย่างเข้มข้นนาน 8 ชั่วโมงที่นครนิวยอร์ก ระหว่าง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จมีสัน กรีเออร์
- สินค้าที่อยู่ในรายการตกลงร่วมกันจะได้รับสิทธิลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff-Reduced Trade) โดยมีการจำกัดเพดานมูลค่าการค้าไว้สูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฝ่าย โดยประเภทสินค้าของฝั่งจีนส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค
- สหรัฐฯ-จีน ตกลงอะไรกันอีกบ้าง ก่อนสีพบทรัมป์
- บรรยากาศทางการทูตและการเตรียมการเจรจาระดับสูง
Summary
ประเด็นนี้ถือเป็นจุดตึงเครียดสำคัญ เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการขยายเวลาข้อตกลงพักศึกทางการค้าออกไป
สินค้าที่อยู่ในรายการตกลงร่วมกันจะได้รับสิทธิลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff-Reduced Trade) โดยมีการจำกัดเพดานมูลค่าการค้าไว้สูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฝ่าย โดยประเภทสินค้าของฝั่งจีนส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) และสินค้าเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low-Tech Items) ขณะที่ประเภทสินค้าของฝั่งสหรัฐฯ ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่เป็น ผลิตภัณฑ์พลังงาน (Energy Products) สินค้าเกษตร (Agricultural Goods) และอาจรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์
ทีมงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันคัดเลือกกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมอ่อนไหว (Non-Sensitive Goods) เพื่อแยกการค้าในกลุ่มนี้ออกจากมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
#Reuters #China