Goldman Sachs · S&P 500 · The Standard
Goldman Sachs AM เตือนจบยุคดอกเบี้ยใกล้ 0% เปลี่ยนเกมลงทุนโลก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Padideh Raphael, Global Co-Head of Third Party Wealth Management ของ Goldman Sachs Asset Management บอกว่า “เราอยู่ในยุคใหม่แล้ว ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และธนาคารกลางที่คอยรับทุกครั้งที่ตลาดย่อตัว ได้จบลงแล้ว เรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง ภูมิรัฐศาสตร์แตกเป็นเสี่ยงมากขึ้น และเงินเฟ้อที่แท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่หายไปในไตรมาสหน้า”
Key facts
- Padideh Raphael, Global Co-Head of Third Party Wealth Management ของ Goldman Sachs Asset Management บอกว่า “เราอยู่ในยุคใหม่แล้ว ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และธนาคารกลางที่คอยรับทุกครั้งที่ตลาดย่อตัว ได้จบลงแล้ว เรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง ภูมิรัฐศาสตร์แตกเป็นเสี่ยงมากขึ้น และเงินเฟ้อที่แท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่หายไปในไตรมาสหน้า”
- นักลงทุนอาจจะกำลังคิดว่า ‘ตลาดอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฉันจะรอให้ย่อตัวก่อน’ แต่ข้อมูลกลับสวนทางกับความคิดที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ข้อนี้ เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเติบโตขึ้นเป็นราว 7 เท่าของมูลค่าเดิม แต่หากพลาดเพียงแค่ 10 วันที่ตลาดทำผลงานดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิบวันจากกว่า 5,000 วัน ผลลัพธ์จะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
- ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ Padideh บอกว่ามี 4 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
- Padideh ชี้ว่าพอร์ต 60/40 ทำหน้าที่ได้ดีมานานหลายทศวรรษ แต่ในยุคหลังโควิดที่เงินเฟ้อสูง พอร์ต 60/40 แบบเดิมไม่สามารถให้การปกป้องความเสี่ยงได้ดีพอ
- AI จะเป็นเหมือนอินเทอร์เน็ตในปี 1998 บริษัทโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญ แต่มูลค่าระยะยาวจะมาจากองค์กรที่นำ AI ไปใช้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานหลักของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสาธารณสุขในการค้นคว้ายา บริษัทการเงินในการบริหารความเสี่ยง และผู้ผลิตในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์
Summary
อย่างไรก็ตาม พลวัตของตลาดที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าสภาพแวดล้อมการลงทุนจะแย่ลง แต่มันกลับเอื้อต่อนักลงทุนระยะยาวที่มีวินัยมากกว่า และในขณะที่ทศวรรษที่ผ่านมาเปิดทางให้การลงทุนแบบ Passive การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาด (Market Dispersion) ที่สูงขึ้นทำให้การบริหารแบบ Active กลายเป็นแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้น
ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เอื้อแทบทุกอย่าง ทั้งดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินหน้าเต็มสูบ สภาพคล่องล้นระบบ และธนาคารกลางที่พร้อมเข้ามารับความเสี่ยงทุกครั้งที่ตลาดสะดุด ผลลัพธ์คือราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภทปรับขึ้นพร้อมกัน และกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดมักเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุด คือซื้อกองทุนดัชนีในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ แล้วถือไว้เฉยๆ
Padideh กล่าวต่อว่า นักลงทุนอาจจะกำลังคิดว่า ‘ตลาดอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฉันจะรอให้ย่อตัวก่อน’ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เข้าใจได้ แต่ข้อมูลกลับสวนทางกับความคิดที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ข้อนี้ เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเติบโตขึ้นเป็นราว 7 เท่าของมูลค่าเดิม แต่หากพลาดเพียงแค่ 10 วันที่ตลาดทำผลงานดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิบวันจากกว่า 5,000 วัน ผลลัพธ์จะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง