สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
รัฐบาล เผย 3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทย “Stable Outlook” สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ เดินหน้าต่อยอดสู่การลงทุน–งาน–รายได้ประชาชน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย
Key facts
- การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ”
- นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศ โดย Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ
- ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65
- นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา
Summary
การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable
นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะปานกลางมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
“การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” นางสาวลลิดา กล่าว