← Back to KHAO
Matichon
UN ยันมีหลักฐานเชื่อได้ สหรัฐก่ออาชญากรรมสงคราม ถล่ม โรงเรียน-สนามกีฬา อิหร่าน
·5 min read
Compiled by KHAO Editorial
— aggregated from 11 outlets.
See llms.txt for citation guidance.
✓ KHAO Verified
คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าด้วยอิหร่านระบุเมื่อวันที่ 17 กันยายน ว่า จากการสอบสวนพบว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า สหรัฐอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางทหาร 2 ครั้งต่อโรงเรียนและสนามกีฬาในอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
Key facts
- คณะกรรมการยังพบด้วยว่า ทางการอิหร่านก็ได้ได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเช่นกัน
- ในเหตุโจมตีโรงเรียนมินาบ จ.โฮรมุซกอนของอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นกล่าวว่า พวกเขาพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ากองกำลังสหรัฐเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีโรงเรียนประถมชาจาเรห์ ไทเยเบห์ ในเมืองมินาบ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150 ราย
- ผู้เชี่ยวชาญยังได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการโจมตีศูนย์กีฬาในเมืองลาแมร์ด โยรายงานระบุว่า การโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับอาคารที่พักอาศัยและโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียง และทำให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ 22 ราย
- กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ผู้ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมการประท้วงรวมอยู่ด้วย เหตุปราบปรามครั้งนี้ถืเป็นการปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ขึ้นสู่อำนาจหลังการปฏิวัติปี 1979
Summary
คณะกรรมการยังพบด้วยว่า ทางการอิหร่านก็ได้ได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเช่นกัน
ผลการสอบสวนดังกล่าวปรากฎในรายงานฉบับใหม่ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงระหว่างประเทศอิสระว่าด้วยอิหร่าน ซึ่งมีกำหนดที่จะนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ในนครเจนีวา โดยได้มีการตรวจสอบทั้งพฤติกรรมของสหรัฐระหว่างสงครามอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นเดือนกุมภาพันธ์ และการดำเนินการของรัฐบาลอิหร่านต่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งเริ่มต้นในปลายเดือนธันวาคม
คณะทำงานสรุปว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย ทำให้พลเรือนเสียชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเสียหาย ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ