← Back to KHAO

ศุภณัฐกาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม. งบหมื่นล้านตลอด 3 ปี ล่มคามือ เหตุทำผิดกฎหมาย-ล็อกสเปก

5 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีโครงการเช่ารถขยะ EV กทม. พร้อมชี้ 7 พิรุธ

วานนี้ (16 กันยายน) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความชี้แจงและเปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีโครงการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ของกรุงเทพมหานคร โดยระบุถึง 7 ประเด็นพิรุธสำคัญที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านการใช้รถขยะ EV แต่จำเป็นต้องทักท้วงเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน

Key facts

Summary

ส่วนในปี 2569 ส.ก.พรรคประชาชนก็โหวตผ่านงบจ้างเหมาบริการ (Outsource) เก็บขยะด้วยรถ EV และโหวตตัดเฉพาะโครงการจ้างเหมารถกวาดขยะเนื่องจากยังเสนอเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป สะท้อนว่าเราสนับสนุนรถ EV มาโดยตลอด แต่เหตุผลที่ กทม. ยังไม่มีรถขยะ EV ใช้แม้แต่คันเดียว ทั้งที่ได้งบไปกว่า 10,000 ล้านบาทแล้ว เกิดจากการที่ กทม. จัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมายและผิดระเบียบ มีการเขียน TOR ล็อกสเปก กีดกันการแข่งขัน เอื้อเอกชนบางราย และทำงบประมาณผิดพลาดจนโดนทักท้วงและโครงการล่มคามือไปทั้ง 11 โครงการ

สำหรับพิรุธประการแรก ศุภณัฐชี้ให้เห็นถึงประวัติการผ่านงบประมาณตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ส.ก. พรรคประชาชนได้โหวตอนุมัติงบประมาณให้ผู้ว่าฯ กทม. ไปเช่ารถขยะ EV ไม่น้อยกว่า 11 โครงการ รวมวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2566 ผ่านงบเช่ารถขยะ EV 3 โครงการ วงเงิน 3,900 ล้านบาท ปี 2567 ผ่านงบเช่ารถขยะ EV 4 โครงการ วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. ยังนำงบกลางไปเช่ารถขยะ EV อีก 4 โครงการ วงเงิน 241 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2568

ประการที่สาม คือประวัติความผิดปกติในอดีต โดยเฉพาะโครงการเช่ารถขยะ EV ระยะสั้น 270 วัน จำนวน 4 โครงการที่มีขบวนการวางแผนเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัท โดยเจาะจงเชิญเฉพาะบางบริษัทเข้าเสนอราคาแทนที่จะเปิดกว้าง และมีการกำหนด TOR ให้ส่งมอบรถขยะ EV จำนวน 470 คันภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เว้นแต่จะมีบริษัทที่สั่งซื้อรถมารอล่วงหน้า ให้สอดรับกับการทำ TOR เพื่อล็อกสัญญาระยะสั้นก่อนต่อยอดไปสู่สัญญาระยะยาว จนทำให้มีเอกชนยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียวและชนะไป แต่สุดท้าย

Read full article at The Standard →