Matichon
ทาคาอิจิปรับ ครม.ครั้งแรก ส่งสัญญานสานต่อนโยบายเดิม ท่ามกลางสารพัดปัญหา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในวันที่ 17 กันยายนนี้ โดยมีแนวโน้มที่จะให้รัฐมนตรีคนสำคัญดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป ขณะเดียวกันก็พยายามเสริมฐานเสียงทางการเมืองเพื่อผลักดันแผนเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณครั้งใหญ่ของรัฐบาล ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน
Key facts
- แหล่งข่าวระบุว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้ซัตสึกิ คาตายามะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังต่อไป เพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถดำเนินนโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง
- คาตายามะมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดเงินร่วมกันระหว่างสองชาติ เพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นความพยายามที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ
- ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทาคาอิจิยังรักษาโครงสร้างคณะผู้บริหารพรรคส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเธอให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องทางการเมือง
- ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของญี่ปุ่นที่ย่ำแย่ลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรมาตรฐานของตลาด ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษในสัปดาห์นี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนราว 2
Summary
คาตายามะมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดเงินร่วมกันระหว่างสองชาติ เพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นความพยายามที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ
แหล่งข่าวระบุว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้ซัตสึกิ คาตายามะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังต่อไป เพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถดำเนินนโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ระบุว่า การแต่งตั้งคาตายามะ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการคลังและถูกมองว่ามีจุดยืนค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนโยบายการคลัง ให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีกครั้ง น่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดพันธบัตร ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวของทาคาอิจิ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น