The Standard
อภิสิทธิ์-ชวน วิจารณ์ กกต. ขาดความสุจริตเที่ยงธรรมปล่อยให้เกิดการโกง สว. ยอมการเมืองแทรกแซง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเป็นคนสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า กกต. ต้องเป็นอิสระเพื่อผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้มีการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกตัวแทนมาทำงาน
Key facts
- ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเป็นคนสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า กกต.
- อภิสิทธิ์ระบุถึงการเตรียมการเลือก สว. ปี 2567 ของ กกต. ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเคยมีแนวทางแล้วว่าเพียงการแลกคะแนนกันก็ผิดแล้ว ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครอื่น แต่การเลือก สว. ครั้งนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้วอีก
- อภิสิทธิ์มองว่า การที่ กกต. ดำเนินการล่าช้าไป 2 ปีจะทำให้เกิดความยุ่งยาก ทำให้ศาลฎีการับคำร้องเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. ที่สมัครผิดกลุ่ม เพราะศาลคงเห็นแล้วว่า คำร้องนี้ไม่เคยมีการแจ้งคำวินิจฉัย เช่นเดียวกับมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน
- อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 ฮั้ว สว. โกง สว. เกิดปี 2567 ซึ่งเป็นคนละตอนกัน จะพูดว่านายกรัฐมนตรีใช้ตำแหน่งไปโกงเลือก สว. ก็คงจะไม่จริง แต่คนที่ทำเรื่องนี้ วางแผนโกงทุจริตการเลือก สว. เมื่อปี 2567
Summary
อภิสิทธิ์ระบุถึงการเตรียมการเลือก สว. ปี 2567 ของ กกต. ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเคยมีแนวทางแล้วว่าเพียงการแลกคะแนนกันก็ผิดแล้ว ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครอื่น แต่การเลือก สว. ครั้งนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้วอีก อย่างกรณีว่าหากผลการเลือกมี 0 คะแนนมาก ให้สันนิษฐานเลยว่าเกิดการสมยอม เพราะสะท้อนว่าไม่ได้ตั้งใจมาสมัครจริง แต่เข้ามาเพื่อเลือกผู้อื่น
รวมถึงระเบียบหลักเกณฑ์ว่าใครมีคุณสมบัติจะสมัครกลุ่มไหนก็ไม่รัดกุม จนเปิดโอกาสให้มีขบวนการฮั้วกันในระดับประเทศ อีกทั้งระบบการเลือกกันเองในกลุ่มรอบเช้า และเลือกไขว้ในช่วงบ่าย เหตุใดจึงไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เพราะเมื่อใช้หมายเลขเดิมจะเอื้อให้เกิดการฮั้วได้ง่ายขึ้น แต่หากเปลี่ยนเลขก็จะต้องวิ่งไปทำโพยกันใหม่
อีกทั้งกรณีมีพยานที่กลับคำให้การ อภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า แล้วเหตุใดหลังกลับคำให้การแล้วจึงยังกันตัวเป็นพยานต่อ แทนที่จะดำเนินคดีเพื่อให้รู้ว่าคำให้การรอบไหนเป็นเท็จ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดโทษของผู้ให้การเป็นเท็จไว้ แล้วเหตุใด กกต. จึงวินิจฉัยว่าพยานผู้นี้ไม่ผิด เพราะหากให้การเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเสียหายก็จะถือว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และมีโทษหนักขึ้นไปอีก