Thairath
ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สวนทางกับความต้องการของเขาที่อยากให้ลดดอกเบี้ยมาตลอด
Key facts
- เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยควรลดลงมาเหลือ 1%
- โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สวนทางกับความต้องการของเขาที่อยากให้ลดดอกเบี้ยมาตลอด
- ประเทศของเรากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการลงทุนใหม่ๆ! หากเราหยุดทำการค้ากับทุกประเทศที่เราขาดดุลด้วย ซึ่งก็คือเกือบทั้งหมดของประเทศที่เราทำการค้าด้วย เราจะทำกำไรได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”
- อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาควรจะอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะเราคือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ดีที่สุดในโลก ดีแบบทิ้งห่าง”
- เขายอมรับถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น วิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ แต่ด้วยอัตราการว่างงานซึ่งทรงตัวที่ราว 4.1%
Summary
ก่อนหน้านี้นาย เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวหลังมติคณะกรรมการ FOMC ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% – 4.00% โดยเน้นย้ำว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นผลจาก อัตราเงินเฟ้อที่ “อยู่ในระดับสูงเกินไปและนานเกินไปแล้ว” ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนไม่ได้ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยควรลดลงมาเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะสหรัฐฯ คือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก
“ประเทศของเรากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการลงทุนใหม่ๆ! หากเราหยุดทำการค้ากับทุกประเทศที่เราขาดดุลด้วย ซึ่งก็คือเกือบทั้งหมดของประเทศที่เราทำการค้าด้วย เราจะทำกำไรได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”